
ศึกชิงพันธุกรรมพืช3.3พันชนิด
ศึกชิงพันธุกรรมพืช3.3พันชนิด : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
"หัวหน้า คสช.ต้องเข้าใจก่อนว่า มันเป็นภัยคุกคามแห่งชาติ ถ้าสนใจแล้วท่านคงไปเรียนรู้ ว่าจะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร บ้านเมืองสงบสุขยั่งยืนได้ ไม่ใช่แค่จับคนตัดต้นไม้ มันมีอะไรมากกว่านั้น"
ลุงสมคิด สิงสง "นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย" กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากร่วมประชุมหารือแนวทางอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมอธิบายว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาภาคประชาชนพยายามให้ชาวบ้านและข้าราชการท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและพันธุ์ไม้ไทย รวมถึงสมุนไพรต่างๆ ของท้องถิ่น ซึ่งหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ดูเหมือนไม่สำเร็จ เพราะคนไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก และกฎหมายก็ซับซ้อนเหลือเกิน
"ผมมองว่า มันเป็นอธิปไตยเหนือทรัพยากรแห่งชาติ คนไทยต้องตระหนัก รักษาต้นไม้ไม่ใช่แค่ไม่ตัดแต่ต้องรักษาพันธุ์ต้นไม้นั้นไว้ด้วย แล้วมีเรื่องพันธุ์สัตว์และทรัพยากรที่อยู่ใต้ดิน เช่น ทองคำ ปิโตรเลียม ฯลฯ" ลุงสมคิด ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญของปัญหานี้
หากย้อนความเป็นมาของ "ศึกชิงพันธุกรรมพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ" นั้น ไม่ได้เป็นแค่เรื่องระหว่างเอกชนยักษ์ใหญ่กับชาวบ้านหรือนักวิจัยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องระดับโลกตั้งแต่ปี 2546 หลังประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าเป็น "ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ" (Convention on Biological Diversity (CBD)) ขณะนี้ 168 ประเทศลงนาม เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมในประเทศและภูมิภาค มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ไม่สนใจเข้าร่วมในอนุสัญญานี้ คือ "อเมริกา" และ "นครรัฐวาติกัน"
"นครรัฐวาติกัน" ไม่เข้าร่วมเพราะเป็นพื้นที่พิเศษเป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา แต่การที่ "สหรัฐอเมริกา" ยักษใหญ่ให้วงการสิทธิบัตรทางปัญญาไม่เข้าร่วม เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียความได้เปรียบต่างๆ ในการแผ่ขยายอิทธิพลครอบครองเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุกรรมสัตว์หรือทรัพยากรธรรมชาติของชาติอื่นๆ
สำหรับประเทศไทยนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มองว่า จากการเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ รายชื่อพืชอาหารและการเกษตร 64 สกุล หรือประมาณ 3,300 ชนิด ที่แนบท้ายไปกับสนธิสัญญานั้น จะกลายเป็นของประเทศอื่นๆ ได้ รวมถึงข้อมูลสำคัญที่อยู่ในภาครัฐด้วย เพราะต่างชาติสามารถเอาไปวิจัยพัฒนาปรับปรุงเป็นพันธุ์ใหม่ แล้วจดสิทธิบัตรได้ทันที
ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัทเครื่องสำอางญี่ปุ่น เอาพืชสมุนไพร "กวาวเครือ" (Pueraria Mirifica) ที่มีคุณสมบัติชะลอความแก่ ช่วยให้ผิวขาวเต่งตึง ไปจดสิทธิบัตรทำตลาดระดับโลก ช่วงนั้นเครือข่ายเอ็นจีโอของไทยมองว่ากระทบการส่งออกผลิตภัณฑ์กวาวเครือของประเทศไทยหลักพันล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ "เปล้าน้อย" พืชท้องถิ่นพบได้ที่ภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ซึ่งคุณสมบัติเด่นในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคผิวหนังและโรคมะเร็ง บริษัทญี่ปุ่นได้จดสิทธิบัตรไปแล้วเช่นกัน
ที่น่าสนใจคือ เมื่อปี 2555 มีข่าวสะพัดว่าพ่อครัวฝรั่งแอบไปขอจดสิทธิบัตร "แกงเขียวหวาน" ที่สหรัฐอเมริกา ข่าวนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากคนไทยทั่วประเทศ จนกระทั่งกระทรวงพาณิชย์สืบพบว่า ผู้ยื่นเป็นคนไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการ และยังไม่ได้รับจดทะเบียน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับแกงเขียวหวาน 3 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 6 คำขอ โดยผู้ยื่นทั้งหมดเป็นคนไทย
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี เปิดเผยว่า ตาม "พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542" จุดประสงค์เพื่อให้คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และพันธุ์พืชดั้งเดิมหรือพื้นเมือง ซึ่งพืชใหม่นั้นเกิดจากการผสมดัดแปลงเป็นสายพันธุ์ใหม่ ส่วนนี้ไม่มีปัญหาอะไร ใครวิจัยได้ก็เป็นเจ้าของไป
แต่ที่เป็นปัญหาคือ "พันธุ์พืชดั้งเดิม" ที่ต้องการให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยกันจดชื่อเพื่อขอคุ้มครองให้เป็นสิทธิชุมชนนั้น ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐไปให้ความร่วมมือกับบริษัทเอกชน ไม่ยอมเร่งดำเนินการในส่วนนี้เลย
"เขาตกลงกันลับๆ เพราะไม่อยากให้ชุมชนได้ประโยชน์ ไม่อยากไปขัดรายได้บริษัทข้ามชาติ รวมถึงตัวเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านก็ไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ มีการขัดกันหลายส่วน ซับซ้อนมาก เช่น บางฝ่ายพยายามรณรงค์ให้มีการทำฐานข้อมูลสมบัติธรรมชาติของชุมชนไว้ แต่บางคนก็บอกว่าทำไว้เป็นอันตราย เพราะต่างชาติอาจมาลักลอบหรือขโมยฐานข้อมูลเหล่านี้เอาไปพัฒนา ดัดแปลงพันธุ์ แล้วจดสิทธิบัตรแทน"
วิฑูรย์ เสนอทางออกปัญหาข้างต้นไว้ว่า มีชุมชนบางแห่งใช้วิธีช่วยกันทำฐานข้อมูลพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้นไม้ พืชสมุนไพร และทรัพยากรมีค่าของท้องถิ่นเก็บไว้ แต่ไม่เผยแพร่ออกมาให้สาธารณะรับรู้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้อง เพราะไม่ไว้ใจหน่วยงานรัฐหรือเอกชนใดๆ
ปัญหาผลประโยชน์ "การจดสิทธิบัตรพันธุกรรม" ผู้รู้ที่คลุกคลีในพื้นที่หลายฝ่าย ให้ข้อมูลตรงกันว่า เกิดจาก 4 ฝ่ายที่ขัดขากันไปมาคือ 1.เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มาจากหลายกระทรวง ทบวง กรม 2.ผู้บริหารองค์การปกครองท้องถิ่น 3.ผู้นำชาวบ้าน และ 4.บริษัทธุรกิจเอกชน
ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านกฎหมายเศรษฐกิจ (ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่า การแย่งชิงความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ประเทศไทยมีปัญหาเพราะต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน และปีหน้าหากเปิดเสรีเออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อไร ปัญหาจะยุ่งยากมากขึ้นเพราะต้องเปิดเสรีทุกอย่างให้ประเทศสมาชิก ทั้งการลงทุน การค้า การบริการ และทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ
"การไปห้ามเขาไม่ให้จดทะเบียนสิทธิบัตรต่างๆ คงทำไม่ได้แล้ว ใครสามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิด หรือ ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA Fingerprint) ได้ ก็เป็นเจ้าของไป คนไทยจะตั้งรับปัญหานี้อย่างไร ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะสถานการณ์วันนี้ กับเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนเรามี พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง" ดร.จักรกฤษณ์ ตั้งคำถามทิ้งท้าย
สถิติจดพันธุ์พืชใหม่ 2546-2557
: ยื่นคำขอ 1,152 ฉบับ
: จดทะเบียนแล้ว 252 ฉบับ
ข้อมูล : สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร



