ไลฟ์สไตล์

หอยทากสยามสู่นวัตกรรมความงามโลก

หอยทากสยามสู่นวัตกรรมความงามโลก

11 ก.พ. 2558

จุฬาฯ เดินหน้า ร่วมกับสภาอุตฯ โชว์ผลงานวิจัยจากขุมทรัพย์ธรรมชาติ หอยทากสยาม(Snail Siam) สู่นวัตกรรมความงามระดับโลก ย้ำผลงานวิจัยไทยปลอดภัยใช้ได้จริง

              11กุมภาพันธ์2558  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัว “หอยทากแห่งสยาม และเมือกจากแมนเทิล ขุมทรัพย์ อมตะแห่งความงาม จากธรรมชาติ” โชว์ความหลากหลายของสายพันธุ์หอยทาก และศักยภาพการใช้เมือกหอยทากสายพันธุ์ไทยในอุตสาหกรรมความงามสู่ตลาดโลก ภายใต้การค้นคว้าจากทีมนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยมี ศาสตราจารย์ นพ. ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์  รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม และเลขาธิการคลัสเตอร์สุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรม เข้าร่วมงาน

              ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ กล่าวว่า  ลักษณะที่โดดเด่นของหอยทากคือการผลิตเมือกเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างอมตะ ทั้งเมือกจากเท้าหอยทากเพื่อให้ประโยชน์ในการเดินที่สง่างามในธรรมชาติ และ เมือกจากแมนเทิลให้ผิวพรรณของหอยทากคงความชุ่มชื้นและงดงามมาหลายล้านปีตามการวิวัฒนาการ แม้แต่เมือกที่ขับออกมาเพื่อป้องกันตัวจากศัตรูก็มีประโยชน์ เช่นกัน

              ด้วยเหตุนี้อารยธรรมโบราณตั้งแต่อาณาจักรโรมันหรืออียิปต์ ได้ใช้ประโยชน์จากหอยทากเพื่อการบริโภค และใช้ประโยชน์จากเมือกเพื่อความงาม แม้ปัจจุบันหลายประเทศอาทิ ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และชิลี ได้ค้นพบความลับของเมือกหอยทาก ที่นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่มนวล จนมีการเพาะเลี้ยงและนำสารสกัดจากเมือกหอยทากมาใช้เพื่อความงามแล้ว ยังมีผลการวิเคราะห์ทางเคมีที่พบสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากมาย อาทิ สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบ โปรตีนและเปปไทด์ ที่เป็นประโยชน์ด้านการบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

              “การวิเคราะห์เมือกหอยทากไทยที่ชื่อว่า หอยนวล Hemiplecta distincta พบว่าอุดมไปด้วยสารนานาชนิดที่มีประโยชน์มากมาย เหมาะต่อการซ่อมแซมและบำรุงผิว อาทิ อิลาสติน (elastin) อะลันโทอิน(alantoin) กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) กรดไกโคลิก (glycolic acid) และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (anti-oxidant) เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นเมือกคุณภาพชั้นดีเยี่ยม ที่สามารถนำมาต่อยอดหรือพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมทางด้านเครื่องสำอางและธุรกิจความงาม ที่สำคัญและที่น่าภาคภูมิใจคือเป็นผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของไทยเราเอง” ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวและเพิ่มเติมว่า

              จากการทำงานวิจัยพื้นฐานลงพื้นที่ในประเทศไทยอย่างจริงจังเป็นเวลามากกว่ากว่า 20 ปี พบว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายของสปีชีส์(Species)หอยทากบกสูงมาก ในระบบนิเวศที่หลากหลาย มีการค้นพบและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วมากกว่า 600 ชนิด และมีคาดว่าน่าจะมีมากถึง 1,000-1,500 ชนิด เนื่องจากประเทศไทย มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของป่าเขตร้อน สามารถพบหอยทากบกหลายประเภทที่มีความโดดเด่น เช่น หอยต้นไม้ที่มีสีสันสวยงาม หอยทากจิ๋วที่มีรูปร่างหลากหลายแปลกตา และหอยที่เป็นนักล่ามีลำตัวสีสดใส แต่ละชนิดมีความสวยงาม และโดดเด่นเรียกได้ว่าเป็น “อัญมณีแห่งพงไพร” ทั้งนี้การที่หอยทากมีความหลากหลายสูงนั้นเนื่องจากพวกมันกำเนิดในยุคแคมเบรียนราว 500 กว่าล้านปีที่ผ่านมา และมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนมีชนิดพันธุ์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงมหายุคเซโนโซอิค (เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน) ขณะเดียวกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบหอยทากไทยที่เป็นชนิดใหม่ของโลกหลายชนิด อาทิ หอยมรกต Amphidromus classiarius และหอยบุษราคัม Amphidromus principalis หอยสองชนิดที่ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารีคือ ที่มีความหมายทั้งในเชิงวิชาการทางวิวัฒนาการ และความงาม 

              “จากการค้นพบหอยทากไทยแล้วกว่าหลายร้อยชนิดนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่า 1) ประเทศไทยมีทรัพยากรหอยทากแห่งป่าเขตร้อนที่มีประสบการณ์รักษาผิวพรรณที่เป็นพลวัต 2) หอยทากไทยถูกนำมาบริโภคเป็นอาหารได้เช่นกัน 3) หอยทากไทยมีเมือกจากแมนเทิลที่อุดมไปด้วยสารที่ดูแลผิวหนังให้มีความงามอย่างยั่งยืน 4) คนไทยทุกคนสามารถชื่นชมความงามนี้ได้จากทรัพยากรของเราเอง 5) คนไทยมีทรัพย์ในดินที่จะใช้สร้างอนาคตของลูกหลานได้อย่างยั่งยืนหากทุกคนเห็นความสำคัญและช่วยกันดูแล” ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

              ศาสตราจารย์ นพ. ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการเป็นเสาหลักของแผ่นดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในด้านการวิจัยว่า

              ตลอดระยะเวลา 98 ปีของการสถาปณาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาฯ ได้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และในศตวรรตที่ 2 ของจุฬาฯ ซึ่งกำลังจะย่างเข้ามาในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ จุฬาฯ มีนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยที่ชัดเจนที่จะร่วมมือและทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสากรรม เพื่อสร้างนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพสินทางปัญญา ซี่งเชื่อมั่นว่า นั่นคือหนทางเดียวในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลปัจจุบัน

              การดำเนินการที่จะนำไปสู่การวิจัยที่ ทั้งสามารถตีพิมพ์ได้และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ หรือได้ทั้งงานวิจัยขึ้นหิ้งและขึ้นห้างได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการข้ามศาสตร์ ซึ่งงานวิจัยในลักษณะดังกล่าว ได้ถือกำเนิดขึ้นที่จุฬาฯ เมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในรูปของหน่วยวิจัยและศูนย์ความเป็นเลิศ และเริ่มปรากฏผลเด่นชัดและมีการดำเนินการเป็นรูปธรรมในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อจุฬาฯ ได้ริเริ่มผลักดันให้นักวิจัยทำงานข้ามศาสตร์ในลักษณะคลัสเตอร์วิจัย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 8 คลัสเตอร์

              จากการดำเนินนโยบายข้างต้น ทำให้ปัจจุบัน นอกจากจุฬาฯ จะมีผลงานิจัยตีพิมพ์ในระดับนานาชาติปีละกว่า 2,000 เรื่องแล้ว ยังมีจำนวนสิทธิบัตรและผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันสามารถยื่นจดสิทธิบัติและอนุสิทธิบัติรวมแล้วปีละกว่า 120 เรื่อง นอกจากนี้หนึ่งในนโยบายสำคัญ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่เป็นมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกคือ การส่งเสริมให้คณาจารย์และนิสิตจัดตั้งบริษัทที่มีนวัตกรรมจากงานวิจัย ถึงวันนี้มีคณาจารย์และนิสิต จัดตั้งบริษัทไปแล้วจำนวน 9 บริษัท และในจำนวนนี้ 4 บริษัทมาจากคณะวิทยาศาสตร์

              วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่จุฬาฯ มีความภาคภูมิใจที่จัดให้มีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ครบวงจรตั้งแต่การตีพิมพ์ผลงาน จนถึงการเปิดบริษัทนวัตกรรม ของ ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ซึ่งทำวิจัยปริญญาเอกในเรื่องความหลากหลายของสายพันธุ์หอยทากตลอดจนการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยทาก และศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของหอยทากและการเลี้ยงหอยทาก แบบกัดไม่ปล่อยมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี จนเป็นที่ยอมรับให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมหอยนานาชาติติดต่อกัน 2 สมัย และเป็นที่ยอมรับในวงการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย จนได้รับทุนวิจัยจาก Darwin Initiative จากประเทศสหราชอาณาจักร และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ไว้วางใจให้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพขึ้น ซึ่งในวันนี้ท่านจะได้นำเสนอการค้นพบความหลากหลายรวมถึงการเลี้ยงดูหอยทากแห่งสยาม ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ของชาติ

              ความพิเศษของการเปิดตัวหอยทากแห่งสยามวันนี้คือ เป็นวันที่พวกเราทุกคนที่มารวมกันอยู่ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ อาคารอันศักดิ์สิทธิ์ อาคารแรกที่สร้างขึ้นเมื่อมีการก่อกำเนิดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรามาร่วมกันสร้างต้นแบบของการวิจัยที่ครบวงจร เป็นวันที่จุฬาฯ ซึ่งเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในเรื่องของการตลาดและการบริหารจัดการ ได้มาจับมือกันเพื่อแสดงศักยภาพด้านการวิจัย การผลิตและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของไทย โดยนักวิจัยไทย ให้เป็นที่ยอมรับของตลาดอาเซี่ยนและตลาดโลก

ศาสตราจารย์ ดร. สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การเปิดตัวโครงการหอยทากแห่งสยามในวันนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการเดินตามยุทธศาสตร์วิจัย ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในการก้าวเข้าสู้ศตวรรษที่ 2 ที่จะมาถึงในปี 2560 นี้ ที่ต้องพูดเช่นนี้เพราะว่า โครงการนี้ได้สร้างต้นแบบของการวิจัย ที่สามารถก้าวข้ามรอยต่อระหว่างวิจัยขึ้นหิ้งกับวิจัยขึ้นห้าง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เป็นสิ่งที่พูดกันในวงการวิจัยไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่ในทุกเวทีในระดับนานาชาติ และเป็นความเชื่อมั่นที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ของคณะวิทยาศาสตร์ว่า ยิ่งสร้างองค์ความรู้เชิงลึกมากเท่าใด มูลค่าเพิ่มในการนำไปใช้ประโยชน์จะยิ่งมีค่าสูง”

              ขณะที่ทุกประเทศคาดการณ์และนำไปสู่ความกังวลว่า เมื่อประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านคนใน 30 ปีข้างหน้า ปัญหาเรื่อง อาหาร พลังงานและสภาวะแวดล้อม จะเป็น 3 วิกฤติหลักของมวลมนุษยชาติ  และเห็นตรงกันว่า “ฐานชีวภาพ หรือ Bio-based” คือ ทางลอดของโลก ดังนั้น การวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือว่าประเทศไทยมีอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จึงกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

              ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ เป็นผู้นำการวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทำงานวิจัยพื้นฐานตีพิมพ์ผลงานวิจัยเชิงลึกแล้วมากกว่า 100 เรื่อง ถึงเวลาที่จะแปลงองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี สู่การใช้ประโยชน์

              “การที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้งานวิจัยไทย โดยคนไทยและใช้ทรัพยากรธรรมาติของไทย ให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในโครงการหอยทากแห่งสยามในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือ เพื่อผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง”

              “ที่สุดของที่สุดที่อยากเห็นคือ หวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้เยาวชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครอง หันมาสนใจและเห็นความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์และงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นที่มาของคำว่านวัตกรรม และเป็นทางรอดของประเทศ”

              เภสัชกร ดร. พิศาล จันทฤทธิรัศมี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง แนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของคนไทย การผลิต การพัฒนาคุณภาพและการเพิ่มมูลค่าของเครื่องสำอางไทย ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

              ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีมูลค่าโดยรวมประมาณ 1 แสน 4 หมื่นล้านบาทในปี 2557 ที่ผ่านมา ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่ตลาด AEC และตลาดในประเทศเอเชียอื่นๆอาทิ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นต้น

              อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยได้รับการส่งเสริมวิทยาการและการวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยต่างๆทั้งของรัฐและของเอกชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนำโดย คณะเภสัชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์

              ในอดีตที่ผ่านมากว่า 20 ปี ประเทศไทยจะเชี่ยวชาญการผลิตเครื่องสำอางส่งออกไปขายทั่วโลกภายใต้ยี่ห้อดังๆระดับโลก แต่วัตถุดิบต้นน้ำที่เป็นสารสำคัญยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะการวิจัยพัฒนาทางด้านนี้ยังมีน้อย และส่วนมากแล้วยังไม่ได้ระดับที่เป็นมาตรฐานสากลพอที่จะส่งออกขายเป็นวัตถุดิบไปทั่วโลก

              ในวันนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จ         ในการวิจัยและผลิตเมือกหอยทากสายพันธุ์ไทยได้มาตรฐานสากลในเชิงพานิช เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางสำเร็จรูป เพื่อทดแทนเมือกหอยทากที่นำเข้ามาใช้จากต่างประเทศ และยังสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเมือกหอยทากสำเร็จรูปไปยังตลาดทั่วโลกได้อีกด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อเกิดมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ

              กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย สภาอุตสาหกรรมจึงภูมิใจและขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการวิจัยและผลิตสารสกัดและเมือกหอยทากไทยมาตรฐานสากลในเชิงพานิช และทางกลุ่มขอสนับสนุนในการนำสารสกัดและเมือกหอยทากไทยนี้ไปใช้ในการผลิตเครื่องสำอางสำเร็จรูปต่อไป เพื่อชูธงชาติไทยไปทั่วโลก

              นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม และเลขาธิการคลัสเตอร์สุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในเชิงการสนับสนุนการผลิตสารสกัด ที่เป็นเทคโนโลยีชีวภาพ อ้างอิงมาจากที่ประเทศไทยเป็นภาพของการผลิตของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอาง ซึ่งในตอนนี้เติบโตเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถการันตีความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีได้หรือการได้รับการยอมรับจากตลาดโลก เช่น ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศเกาหลีใต้ การที่จะมีความน่าเชื่อถือตรงนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องสำอางหรืออาหารเสริมที่มาจากการสกัดสารที่มีประโยชน์ทั้งในพืชและสัตว์ หรือทึ่เราเรียกว่า เทคโนโลยีทางชีวภาพ โดยทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจวบเหมาะครบรอบ 100 ปี เราจึงมีนโยบายร่วมมือเพื่อที่จะนำเทคโนโลยีตรงจุดนี้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบหรือสารสกัดเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรม โดยที่ทางเรานั้นได้มีการวางแนวทางการส่งเสริมร่วมกับทางคณะวิทยาศาสร์และทางคณาจารย์ให้เกิดเป็นธุรกิจต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย