ไลฟ์สไตล์

หนังประโมทัยกับความสนใจที่จางลง

หนังประโมทัยกับความสนใจที่จางลง

12 ก.พ. 2558

ศิลปวัฒนธรรม : หนังประโมทัยกับความสนใจที่จางลง : เรื่อง/ภาพ...นพพร สาหร่ายรักษ์

 
            หากพูดถึงดินแดนทางพื้นภาคอีสานหลายคนอาจมองเห็นภาพเป็นอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนลืมไปว่าวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวอีสานก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ในเรื่องของจังหวะดนตรีและการละเล่นที่บรรเลงขึ้นเมื่อใดก็พร้อมที่จะลุกออกมาเต้นได้ทุกเวลา คนรุ่นใหม่ๆ มักลืมเลือนมองข้ามสิ่งที่เป็นรากเง้าประเพณีที่บรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ ทางสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ สพร.ร่วมกับเครือข่ายมิวเซียม แฟมิลี จึงได้ขยายพื้นที่การเรียนรู้สู่ภาคอีสานกับงาน "มูนมังอีสาน สู่ประชาคมอาเซียน" ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
 
            เพียงย่างก้าวแรงที่ได้สัมผัสก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นอีสานที่แท้จริง บนเวทีโหมโรงด้วยวงดนตรีพื้นเมือง "ไทอีสาน" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นวงดนตรีพื้นเมืองที่ชนะเลิศถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน นอกจากนี้ยังมีการจัดบูทแสดงภูมิปัญญาไทย เช่นการย้อมสีผ้าจากธรรมชาติ การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย การสาวใยไหม การทำลูกประคบด้วยสมุนไพรไทยแท้ การวาดภาพศิลปะ การแกะสลักผักผลไม้ แล้วก็สะดุดที่หนังประโมทัย ที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อก็เลยได้
 
            จึงต้องสืบสาวราวเรื่องได้ว่า "หนังประโมทัย" แถบอีสานเรียกว่า "หนังบักตื้อ" หรือหนังตะลุงอีสานนั่นเอง คงจะเริ่มมองเห็นภาพออกกันแล้ว ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี นักวิชาการพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าให้ฟังว่า จากการศึกษาวิจัย หนังประโมทัยถูกดัดแปลงมาจากพื้นเพของหนังตะลุงในภาคใต้ที่รับวัฒนธรรมมาจากประเทศอินเดียแล้วเกิดการแพร่กระจายจนถึงคนภาคอีสาน เลยเกิดเป็นความคิดเอามาดัดแปลงปรับเปลี่ยนการเล่าเรื่องในรูปแบบของหมอลำ ซึ่งเป็นดนตรีที่ขึ้นชื่อของชาวอีสานอยู่แล้ว เอาเรื่องของดนตรีละครพื้นบ้านวรรรกรรมที่โดนเด่นอย่าง รามเกียรติ์และเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เสนอเนื้อหาเรื่องราวความเป็นมาความกตัญญูกตเวที เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของแถบอีสานเองเข้ามาแสดง สอดแทรกด้วยสถานการณ์ชีวิตประจำวันของคนอีสานเข้ามาเป็นเนื้อเรื่องที่แสดง รวมไปถึงแสดงการหยอกล้อการเมือง เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ที่ผู้แสดงว่าจะมีไหวพริบปฏิภาณพลิกแพลงการแสดงได้มากแค่ไหน
 
            "ระยะหลังนี้มีการละเล่นอื่นที่ทันสมัยๆ เข้ามาแทรกแซง ทำให้อาชีพการเล่นหนังประโมทัยถูกลดความนิยมลงไป ในกรณีของโรงเรียนดงบังพิสัยนวการณุสรณ์ การเล่นหนังประโมทัยของกลุ่มนักเรียนที่ใช้ชื่อวงว่า "เพชรอีสาน" เกิดขึ้นในวันที่คุณครูพานักเรียนเข้าไปทำกิจกรรมฮูปแต้มหรือภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่ในสิมหรือโบสถ์มีอายุอานามกว่า 100 ปี โดยมีวิทยากรที่มาให้ความรู้เป็นชาวบ้านพื้นเมืองที่ประกอบอาชีพเล่นหนังประโมทัย พูดคุยกับคุณครูว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการสอนเพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมนี้ไว้เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากไทยและได้คุณตาคุณยายมาช่วยสอนทำตัวละครที่ทำมาจากหนังวัว สอนให้ลงสีสันสอนวิธีการเล่นให้เด็กและครู" นักวิชาการพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าถึงที่มาของหนังประโมทัย
 
            ไมตรี ปะวะเสนะ คุณครูผู้สอนการเล่นหนังประโมทัยวง เพชรอีสาน โรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ พูดด้วยสีหน้าแววตาที่เป็นประกายว่า  ได้จัดเป็นคาบชุมนุมอาทิตย์ละ 1 ครั้งเป็นคาบสุดท้ายของการเรียนการสอนในวันพฤหัสบดีและจะสอดแทรกเข้าไปในรายวิชาศิลป์ด้วย เหมือนเป็นหนึ่งหลักสูตรของโรงเรียนไปแล้ว วิธีการเล่นนำเสนอในรูปแบบของภาพและเสียง ส่วนของภาพจะเชิดหุ่นผ่านแสงไฟ ส่วนเรื่องเสียงจะนำเสนอในเรื่องของบทพูด บทพากย์ ร้องรำประกอบกับเครื่องดนตรี ดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีที่ประยุกต์ระหว่างเครื่องดนตรีอีสานกับดนตรีสากลให้เข้ากัน
 
            "เจอคำถามที่เด็กหลายคนถามว่าทำไมต้องเป็นหนังประโมทัย ในขณะที่โปงลาง หมอลำเป็นอะไรที่น่าสนใจมากกว่า ผมก็จะอธิบายให้ฟังว่าที่เรามาทำแบบนี้เราจะได้สืบสานวัฒนธรรมที่เก่าแก่ให้คงอยู่ต่อไป ที่เราทำนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย ที่เรื่องสังคมสมัยนี้วัยรุ่นที่เอาเวลาไปเล่นเกมติดยาอีก ก็มีเด็กที่ให้ความสนใจคิดตามเราได้ เข้ามาร่วมกลุ่มทำกิจกรรมนี้โดยไม่คิดว่าเป็นส่งที่น่าอายไปแล้ว ในส่วนของเด็กเองได้เรื่องของความสนุกสนาน ทำงานด้วยกันเป็นกลุ่ม ได้ร่วมสืบสานต่อยอดลมหายใจและได้ทักษะที่ติดตัวออกไปในเวลาที่เรียนจบ นำความสามารถในด้านงานศิลปะตัดต่อตัวหุ่นเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองอีกด้วย หนังประโมทัยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆ สำหรับผม ที่ได้ช่วยทั้งเด็กทั้งชุมชนรักษาสิ่งดีงามนี้ไว้ให้มันอยู่ได้อีกนาน" คุณครูพูดปิดท้าย
 
            ทั้งนี้ผู้ที่ให้ความสนใจอยากเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมของชาวอีสาว โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้-12 กุมภาพันธ์นี้ ที่บริเวณลานวัฒนธรรม หน้าอาคาร 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร