
อภิสิทธิ์ย้ำรัฐบาลยอมทุ่มงบพัฒนาการศึกษาไทย
นายกฯย้ำรัฐบาลยอมทุ่มงบพัฒนาการศึกษาไทย แม้ประเทศประสบวิกฤติเศรษฐกิจ ยอมรับผลสำเร็จทางการศึกษาของเด็กไทยตกต่ำจนน่าใจหาย หนุนเด็กมีพรสวรรค์เรียนศิลปะ - ดนตรี- กีฬา มากกว่า หมอ-วิศวะ
เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 10 ก.ค. ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง “ โอกาสและทิศทางของการศึกษาไทย ” ในการประชุมวิชาการและเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 52 ปี การสถาปนาคณะครุศาสตร ์ จุฬาฯว่า หลายคนในวงการศึกษาไทยพูดถึงสภาพปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหากันมาหลายยุคสมัย จนบางครั้งรู้สึกท้อแท้ หรือมองว่าปัญหาการศึกษาไทยใหญ่เกินกว่าที่บุคคลใด องค์กรใด เข้าไปผลักดันเพื่อให้มีการแก้ไขได้ แต่ตนขอยืนยันว่า ภายใต้รัฐบาลนี้ มีนโยบายชัดเจนเรื่องการศึกษาว่า เป็นการลงทุนในคนที่คุ้มค่า และสำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนาประเทศ ดังนั้นถึงแม้ว่าประเทศกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงก็ตาม ตนได้เน้นนโยบายการศึกษา และติดตามดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด พยายามช่วยสนับสนุนการทำงานและสนับสนุนงบประมาณของกระทรวงศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
นโยบายการศึกษาฟรี 15 ปี ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าปีการศึกษานี้เป็นปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินการนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง ยังคงมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขให้คลี่คลาย โดยตีความคำว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น มีอะไรบ้างที่รัฐบาลจะต้องจัดการให้โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย รวมถึงปัญหาในทางปฏิบัติที่ยังมีการร้องเรียนจากสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งจากมุมของผู้ปกครองที่บ่นว่า ถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่าย และจากบางโรงเรียนที่คิดว่าไม่อยู่ในฐานะจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งตนเชื่อว่า เมื่อเรามีฐานข้อมูลจากปีการศึกษานี้ชัดเจนขึ้นแล้ว ในปีต่อ ๆ ไป นโยบายดังกล่าวสามารถลงตัวและเดินหน้าได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามตนทราบดีว่าฐานะทางการเงิน การคลังของปาระเทศมีข้อจำกัด จนทำให้ต้องถูกต่อว่า ว่าทำไมให้เรียนฟรีเพียง 15 ปี ไม่ฟรีจนจบด๊อกเตอร์ ซึ่งตนต้องยืนยันว่า ฐานะของประเทศไม่มีเงินมากพอที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ขอยืนยันในหลักการว่า หากใครมีข้อจำกัดในการศึกษาต่อ ยังมีกองทุนกู้ยืมการศึกษาให้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงตัวเลขผลการทดสอบเด็กไทยในวิชาหลักสำคัญ ๆ เห็นแล้วน่าใจหาย เพราะผลสำเร็จลดต่ำลง และอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ดังนั้นจึงไม่สามารถละเลยได้ เพราะนี่คือมาตรฐานในการวัดเด็กไทย ทำให้เห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาระบบการศึกษาไทยครั้งใหญ่ รวมทั้งต้องยอมรับว่าปัญหาการเมือง สังคม วัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง เป็นตัวสะท้อนว่า คนของเราไม่ได้รับการอบรมในหลาย ๆ เรื่องให้ดีเท่าที่ควร ดังนั้นปัญหาการทุจริต ความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กวัยรุ่น น่าจะเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่บ่งบอกว่าระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง
ตอนนี้ระบบการศึกษาไทย ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เด็กมุ่งเข้าสู่การแข่งขัน เพื่อนำไปสู่การรับรองคุณวุฒิ ซึ่งจะโทษใครไม่ได้เพราะเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคนในสังคมไทย ผู้ปกครองมักจะหาโรงเรียนที่ดีให้ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม เพื่อสู่เป้าหมาย สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ตนเชื่อว่า ถ้าแกนหรือกรอบระบบการศึกษายังเป็นเช่นนี้ หลายปัญหายังคงแก้ไขไม่ได้ เพราะการแข่งขันทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ยาก
ดังนั้นนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดคือ สร้างระบบ หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารจัดการ ให้การศึกษาหลุดจากวงจรเดิมให้ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากและท้าทายมาก แต่ก็ต้องเริ่มทำโดยตนขอให้กระทรวงศึกษาและที่ประชุมอธิบการบดี พิจารณาระบบการสอบคัดเลือก เพื่อทำให้คลายข้อจำกัด ซึ่งเป็นตัวกำหนดการแข่งขัน บีบคั้นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด
“ขณะนี้รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นเด็กและเยาวชนหลุดจากกรอบ ที่คิดว่าหากเรียนดีต้องเรียนแพทย์ วิศวะ เพราะถ้าเด็กมีพรสวรรค์ มีความต้องการ มีสิ่งดีในตัว ที่หลากหลายไม่ว่ากีฬา ดนตรี ศิลปะ การทำงานอุทิศตนเพื่อส่วนรวม เด็กเหล่านี้จะได้รับส่งเสริมการศึกษา จนไปสู่ความเป็นเลิศในสิ่งที่ต้องการทำนั้นได้ และมีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาอย่างเป็นระบบและการสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมใฝ่ฝันที่จะเห็นว่าการศึกษาจัดให้สอดคล้องกับความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคมไทย โดยกระจายอำนาจสังคมไทยให้ชุมชนจัดระบบการศึกษาของตัวเองให้สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมและความต้องการ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว



