ไลฟ์สไตล์

ก.เกษตรฯรณรงค์‘ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า’ ทางแก้วิกฤติ‘น้ำแล้ง’

ก.เกษตรฯรณรงค์‘ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า’ ทางแก้วิกฤติ‘น้ำแล้ง’

02 ก.พ. 2558

ก.เกษตรฯรณรงค์‘ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า’ ทางแก้วิกฤติ‘น้ำแล้ง’ในภาคเกษตร : สุรัตน์ อัตตะรายงาน

               ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายเทิดพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ในหัวข้อ “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า   ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” เพื่อแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมพระเกียรติในแต่ละเดือน ซึ่งเดือนมกราคมที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงแนวทางการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
 
               โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรณรงค์ “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร  ต.ดอนเกาะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ว่าเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มุ่งสร้างความร่วมมือและความตระหนักรู้ให้เกษตรกรทั่วประเทศเห็นถึงแนวทางการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริม เผยแพร่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำในการปลูกพืชชนิดต่างๆ แก่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปปรับใช้ในไร่นาของตนเองและสามารถใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่าด้วย

               "กรมส่งเสริมมีกำหนดจัดงานวันรณรงค์ (Field Day) การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าระหว่างวันที่ 15 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-9 เขตละ 1 จุด รวม 9 จุด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา นครสวรรค์ ตรัง นครพนม ราชบุรี สุราษฎร์ธานี ปทุมธานี และลำพูน  เน้นประเด็นเกี่ยวกับเทคนิคการให้น้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าวหรือ “แกล้งข้าว”

               อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยอีกว่า การจัดงานเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ มีหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการจัดแสดงนิทรรศการการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าด้วย เช่น สำนักงานปฏิรูปที่ดิน จัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปลูกข้าวและพืชผักโดยระบบการใช้น้ำแบบประหยัด กรมชลประทานจัดแสดงนิทรรศการการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ศูนย์วิจัยข้าวจัดแสดงนิทรรศการข้าวกับการใช้น้ำ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัดนิทรรศการต้นทุนประกอบอาชีพทำนา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแสดงนิทรรศการเศรษฐกิจการเกษตรกับการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า (Water footprint) กรมวิชาการเกษตรจะจัดแสดงนิทรรศการ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในการผลิตไม้ผล กรมส่งเสริมสหกรณ์การจัดการน้ำด้วยวิธีการสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดินจัดแสดงจุดเรียนรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมัก กรมปศุสัตว์จัดแสดงจุดเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเป็ด/เลี้ยงไก่ กรมประมงจัดแสดงจุดเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงกบ/เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น
  
               อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้เร่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศให้เข้ามาเรียนรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในระบบปลูกพืชภายในศูนย์เรียนรู้ จำนวน 882 ศูนย์ ในพื้นที่ 77 จังหวัด ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557-กันยายน 2558 เกษตรกรเป้าหมายกว่า 88,200 คน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำเอกสารวิชาการในรูปแบบคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในการปลูกพืช หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 เรื่องสำหรับใช้ฝึกอบรมและแจกจ่ายให้เกษตรกร ซึ่งพิจารณาจากชนิดสินค้าที่ผลิตในศูนย์ มีทั้งข้าว, พืชไร่, ไม้ผล-ไม้ยืนต้น,พืชผัก-สมุนไพร ไร่นาสวนผสมและอื่นๆ
   
               จีระศักดิ์ ประทุมศรี เจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร บ้านดอนวัว ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หนึ่งในศูนย์เรียนรู้จำนวน 882 ศูนย์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เผยถึงผลสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำในระบบปลูกมันสำปะหลัง โดยระบุว่ากว่า 10 ปีที่ครอบครัวยึดอาชีพปลูกมันสำปะหลังต้องพึ่งพาน้ำฝนหล่อเลี้ยงแปลงปลูกมาตลอด เนื่องจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้แปลงมีค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งมักไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำแทบทุกปี และเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบน้ำหยดในการผลิตมันสำปะหลังที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา จึงนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในแปลงของตนเอง

               "หลังได้ทดลองทำระบบน้ำหยดในแปลงปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 จำนวน 4 ไร่ โดยลงทุนค่าระบบท่อไร่ละ 4,000 บาท และค่าปั๊มน้ำอีกประมาณ 10,000 บาท ผลปรากฏว่า ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้ผลผลิต 3-4 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 6-7 ตันต่อไร่"

               จีระศักดิ์ ระบุอีกว่า จากนั้นจึงนำรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตมันสำปะหลังมาลงทุนจัดทำระบบน้ำหยดในแปลงปลูกเพิ่มเติม โดยใช้รูปแบบแปลงพี่เลี้ยงน้อง ปัจจุบันได้จัดทำระบบน้ำหยดครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแล้วกว่า 50 ไร่ มีเป้าหมายขยายผลเพิ่มเป็น 70 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 170 ไร่

               ขณะเดียวกันก็ได้สูบน้ำจากฝายน้ำล้นมากักเก็บไว้ในบ่อเนื้อที่ 2 ไร่ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงช่วงหน้าแล้งด้วยระบบน้ำหยด โดยเน้นใช้น้ำอย่างประหยัดเพราะน้ำต้นทุนมีค่อนข้างจำกัด

               "สำหรับมันสำปะหลังปลูกใหม่จะให้น้ำผ่านระบบน้ำหยดจากเดิมให้เดือนละ 4 ครั้ง ลดเหลือ 2-3 ครั้งต่อเดือน ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้มันสำปะหลังที่ปลูกใหม่แตกรากดีและตั้งตัวได้เร็ว เมื่อมันสำปะหลังอายุได้ 5 เดือน ลดการให้น้ำลงเหลือเดือนละ 1 ครั้ง และเมื่ออายุได้ 9 เดือนขึ้นไปก็งดให้น้ำจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นแนวทางใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าในช่วงขาดแคลนน้ำและฝนทิ้งช่วง"

               โครงการ “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน" นับเป็นอีกนโยบายของรัฐบาลภายใต้การดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงแนวทางการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง