ไลฟ์สไตล์

สูงสุดคืนสามัญ โอ้! สวรรค์...บรมพุทโธ

สูงสุดคืนสามัญ โอ้! สวรรค์...บรมพุทโธ

11 ก.ค. 2552

อาจเป็นเพราะความเย้ายวนและท้าทายในวลี …See Angkor and Die... (อย่าเพิ่งรีบตาย ถ้ายังไม่ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเมืองพระนครของขอม) จึงทำให้โลกตื่นเต้นกับ “นครวัด” ในฐานะปราสาทหิน หรือเทวสถานฮินดูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนหลงลืมกันไปว่าในภูมิภาคอุษาคเนย์ (

  ประเด็นที่น่าสนใจคือบรมพุทโธมีอายุเก่าแก่กว่านครวัดถึงกว่า 300 ปี เพราะหากนับจากปีที่สร้างใน พ.ศ.1656 นครวัดยังไม่ถึง 900 ปี (แต่คนคุ้นเคยกับการเรียกแบบเหมารวมว่า “ปราสาทหินพันปี”) ในขณะที่ถ้านับจากปีที่สร้างในพ.ศ.1350 พุทธสถานบรมพุทโธจะมีอายุถึง 1,202 ปีในปีนี้ ที่สำคัญ ราชวงศ์ “ไศเลนทร” ที่สร้างบรมพุทโธนั้น คือราชวงศ์ที่นำองค์รัชทายาทแห่งราชสำนักกัมพูชา พระนาม ”เจ้าชายชัยวรมันที่ 2” ไปศึกษาเล่าเรียนบนเกาะชวาในฐานะ “ราชบุตรบุญธรรม” ซึ่งมีความหมายเดียวกับการเป็น “องค์ประกัน” เฉกเช่นพระองค์ดำ หรือสมเด็จพระนเรศวร ไปร่ำเรียนและเติบโตที่หงสาวดี

 ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า พระราชพงศาวดารกัมพูชาจารึกว่า เมื่อเจ้าชายชัยวรมันที่ 2 เสด็จกลับจากเกาะชวามารวบรวมกัมพูชาเป็นปึกแผ่นในนาม “เมืองพระนคร” (Angkor) ทรงนำคติในลัทธิ “ไศเลนทร” หรือลัทธิบูชาภูเขามาเผยแพร่ ด้วยการเริ่มต้นสร้าง “ศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ” ก่อนที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จะประสบความสำเร็จในการสร้างปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดอย่างนครวัด จึงกล่าวได้ว่า “ต้นธาร” แห่งความเกรียงไกรของเมืองพระนคร (Angkor) ที่โลกตะลึง คือแนวคิดลัทธิไศเลนทร โดยราชวงศ์ไศเลนทรแห่งเกาะชวา

 ราชวงศ์นี้ครอบครองอาณาจักรศรีวิชัยที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะชุมทางการค้าทางทะเลระหว่างจีนกับอินเดีย ตั้งแต่ราว 1,300 ปีก่อน โดยนับถือสองศาสนาหลักคือ ศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ที่มีพุทธสถาน “บรมพุทโธ” เป็นประจักษ์พยาน และศาสนาฮินดู อันมีเทวสถาน “ปราบานัน” ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบรมพุทโธ เป็นหลักฐานยืนยันความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของสองศาสนาพี่น้อง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะแพร่เข้ามาดั่งพายุโหมในราว 600 ปีมานี้เอง แต่ได้กลายเป็นศาสนาหลักของประชากรอินโดนีเซียกว่า 80% จากจำนวน 220 ล้านคนในวันนี้ จนชาวฮินดูต้องถอยร่นไปปักหลัก ณ ฐานที่มั่นสุดท้ายบนเกาะบาหลี ในขณะที่ชาวพุทธแทบสูญสิ้นจากเกาะชวา ปล่อยบรมพุทโธ และปราบานัน เดียวดายในฐานะพุทธสถานและฮินดูสถาน ในวงล้อมของชุมชนมุสลิม

 จึงไม่น่าแปลกใจ ที่บ่ายวันนั้น เมื่อผมได้กลับไปเยือนอัครสถานบรมพุทโธอีกครั้งในรอบหลายปี จะมีเสียงสะท้อนจากเพื่อนร่วมทางว่า ดูเหมือนพุทธสถานที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้รับการเคารพคารวะ “อย่างที่ควรจะเป็น” จากนักท่องเที่ยวท้องถิ่น ถึงขั้นมีวัยรุ่นเต๊ะท่าถ่ายรูปโดยใช้ข้อศอกพาดไหล่พระพุทธรูปราวกับเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน ผมได้แต่ให้ข้อคิดว่าความต่างทางศาสนา ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก แต่จำนวนประชากรมากมายถึงกว่า 200 ล้านคน (มากเป็นที่สี่ของโลก) อาจทำให้การดูแลอบรมไม่ทั่วถึง ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นบทเรียนสอนใจชาวพุทธอย่างเราๆ ว่าพึงสำรวมให้มากยามไปเยือนบูชาสถานในศาสนาอื่น อย่าว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเสียเองก็แล้วกัน

 รูปพรรณสัณฐานของบรมพุทโธเป็นทรงพีระมิด มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างถึงด้านละ 121 เมตร สูง 50 เมตร แบ่งเป็นสามชั้น คือชั้นฐาน หรือชั้น “กามธาตุ” เปรียบเสมือนโลกมนุษย์ที่ยังมีกิเลสยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส วนเวียนอยู่ในความโลภ โกรธ หลง ชั้นที่สองเป็นชั้น “รูปธาตุ” หลุดพ้นจากความโลภ โกรธ หลง แต่ยังข้องแวะในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชั้นที่สามเป็นชั้น “อรูปธาตุ” หลุดพ้นจากกิเลสเมามัวทั้งมวล เปรียบได้ดั่งแดนนิพพาน การที่ผู้แสวงบุญค่อยๆ เดินประทักษิณาเวียนขวาขึ้นไปทีละชั้น จึงเปรียบเสมือนการมุ่งมั่นทำความดี ลดละกิเลสจนบรรลุธรรมสู่สรวงสวรรค์ในแดนนิพพาน หลุดพ้นจากสังสารวัฏ หรือการเวียนว่ายตายเกิด รูปทรงของบรมพุทโธจึงถูกเปรียบเปรยว่าประหนึ่งดอกบัวบาน แทนจิตใจอันบริสุทธิ์ที่เปิดรับคำสอนของพระพุทธเจ้ามาน้อมนำใจ และยังเปรียบดั่งการจำลองเขาพระสุเมรุ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลมาไว้บนเกาะชวาอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

 มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ บรมพุทโธมีบันไดทางขึ้น 171 ขั้น (1+7+1=9) พระพุทธรูปในซุ้มเหนือฐานชั้นที่หนึ่งมี 432 องค์ (4+3+2=9) พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาประดิษฐานในเจดีย์รายเจาะเป็นรูโปร่งมี 72 องค์ (7+2 = 9) รวมพระพุทธรูปทั้งสิ้น 504 องค์ ซึ่ง 5+4 ก็เท่ากับ 9 อันเป็นเลขมงคล ส่วนสถูปทรงระฆังคว่ำบนยอดสูงสุด นักโบราณคดีตีความว่าการปิดทึบไม่เจาะช่องเหมือนเจดีย์ราย คือสัญลักษณ์ “อรูปธาตุ” หรือการไม่มีรูปกาย อันหมายถึง “พระอาทิพุทธเจ้า” พระพุทธ เจ้าสูงสุดของชาวมหายาน ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งและทรงมีพุทธานุภาพแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสกลจักรวาล

 สันนิษฐานว่าต้องใช้หินภูเขาไฟในการก่อสร้างกว่า 2 ล้านก้อน นำมาวางเรียงกันเป็นความยาวกว่า 5 กิโลเมตร สะท้อนศรัทธาสูงส่งในศาสนา ภูมิปัญญาสูงสุดในการประดิษฐ์คิดสร้าง และความมั่งคั่งอย่างที่สุดของอาณาจักรศรีวิชัย สมัยราชวงศ์ไศเลนทร เมื่อราว 1,300 ปีก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ องค์การยูเนสโกจะยกย่องบรมพุทโธเป็น “มรดกโลก” ของมวลมนุษยชาติ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นอนุสาวรีย์เตือนใจให้เราตระหนักถึงกฎแห่ง “ไตรลักษณ์” ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ คือสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อย่างลึกซึ้ง  

เรื่อง - ภาพ... "ธีรภาพ โลหิตกุล"