
4ศิลปินส่องท้องทะเลอันดามัน
29 ม.ค. 2558
ศิลปวัฒนธรรม : 4 ศิลปินส่องท้องทะเลอันดามัน
ทะเลไทย ขึ้นชื่อติดอันดับโลกไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะมนต์เสน่ห์ทะเลฝั่งอันดามัน ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาสัมผัสเกลียวคลื่นและความงดงามใต้ท้องทะเลในแต่ละปี ด้วยเหตุนี้ สาวเจ้าถิ่นแดนใต้ "บี" เพ็ญพัฒน์ มรกตวิศิษฎ์ ตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินกว่า 300 ล้านบาท ลงทุนทำกิจการท่องเที่ยวทางเรือระดับพรีเมี่ยมเพื่อให้บริการในน่านน้ำเค็มฝั่งตะวันตกของด้ามขวาน ซึ่งจัดงานเปิดตัวไปแล้วโดยได้รับเกียรติจาก นิสิต จันทร์สมวงศ์ พ่อเมืองภูเก็ต อุทิศ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ร่วมแสดงความยินดี
ภายในงานนอกจากการเปิดใจพูดคุยกับนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบการดำดิ่งใต้น้ำแล้ว ยังแบ่งพื้นที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายของช่างภาพระดับเทพ 4 ท่าน ได้แก่ ธีรภาพ โลหิตกุล, เกรียงไกร ไวยกิจ, ชำนิ ทิพย์มณี และ จิระนันท์ พิตรปรีชา ภายใต้หัวข้อ "อันดามัน เมมโมรี่ส์" ซึ่งในมุมมองผ่านเลนส์ของช่างภาพอิสระและผู้ก่อตั้งตาชำนิ จำกัด ชำนิ ทิพย์มณี บอกว่าเพราะอันดามันในฤดูฝนโรแมนติกและเซ็กส์ซี่กว่าฤดูอื่นๆ จึงเลือกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพขาว-ดำแทนที่จะใช้ภาพสี
"ทะเลมีเรื่องความรัก ความผิดหวัง ความเศร้า คนไปทะเลไปร้องไห้ก็มี ไปสารภาพรัก ไปขอแต่งงานก็มี และเสน่ห์ของอันดามันก็มีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง โดยเฉพาะเป็นทะเลที่ไม่มีซีซั่น สามารถเที่ยวได้ตลอด ส่วนตัวผมชอบไปเที่ยวตอนที่ไม่มีคนอยู่ เพราะเป็นหาดของเราจริงๆ อย่างฤดูฝน ใช้เป็นที่สงบสติอารมณ์ตัวเอง ส่วนเรื่องการถ่ายทอดอันดามันผ่านภาพขาว-ดำ ผมว่ามันไม่ใช่ความแปลก แต่เป็นความตระการตามากกว่า เข้าลึกถึงความรู้สึกดูมีความลึกลับ ถ้าไปในหน้าท่องเที่ยวจะไม่พบความลึกลับของอันดามัน" ช่างภาพผู้ร่ำรวยอารมณ์ขันกล่าว และย้ำอีกว่ามันเซ็กส์ซี่มาก
ขณะเดียวกันในมุมของนักเขียนและช่างภาพสารคดีอิสระ ธีรภาพ โลหิตกุล เลือกสะท้อน "อันดามัน" ผ่าน เรือหัวโทง, ความงดงามแสงทไวไลท์หลังจากแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า, รอยเท้าบนพื้นทราย และ สายน้ำใสของคลองสองน้ำสามป่า เพื่อบอกกล่าวถึงความมั่งคั่งทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ในดินแดนนี้
"ภาพเรือหัวโทง เป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ ที่เห็นหัวเรืออย่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามแต่เป็นเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นอันชาญฉลาดใช้เป็นที่ตั้งสำหรับดูทิศทางที่จะไป ซึ่งก็คือ เข็มทิศ นั่นเอง ขณะเดียวกันฉากหลังเป็นแนวเขตเขาหินปูนเว้าแหว่งเกิดจากการกัดเซาะของฝนจนกร่อน ทำให้เป็นภาพลักษณ์หนึ่งของอันดามันในเขตประเทศไทย ส่วนภาพ "แสงทไวไลท์หรือแสงสนธยา" เป็นแสงที่เกิดขึ้นหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว 5-10 นาที เป็นการผสมสีออกมาที่มนุษย์คาดเดาไม่ได้จริงๆ เป็นความงดงามตามธรรมชาติ ซึ่งแปลกมากเวลาที่ผมไปอันดามันจะเจอบ่อยมากกว่าที่อื่นๆ อีกภาพถ่ายจากสะพานทางเดินชมธรรมชาติคลองสองน้ำสามป่าที่ จ.กระบี่ บริเวณน้ำกร่อย เป็นการผสมกันระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม บริเวณตรงนั้นน้ำใสมากจนเหมือนกระจก" ช่างภาพสารคดีอิสระ บอกเล่าเรื่องราว
อีกหนึ่งช่างภาพอิสระ เกรียงไกร ไวยกิจ เลือกบันทึกภาพทะเลฝั่งตะวันตกของไทยด้วยภาพขาว-ดำ แทนที่จะเป็นภาพสีจัดจ้าน ด้วยต้องการจะบอกว่า แท้จริงแล้วอันดามันใช่ว่าจะมีสีสันตลอดเวลา หรืออีกนัยว่า "อันดามันก็มีเวลาเหงา" เช่นเดียวกัน
"ทั้งสี่ภาพเป็นจังหวะที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นค่อนข้างนาน ทำให้เห็นทุกช่วงฤดู อย่างฤดูฝนบรรยากาศของทะเลอันดามันอีกแบบหนึ่งไม่ใช่อันดามันซึ่งมีสีสันจัดจ้านในฤดูร้อน หรือไฮซีซั่นอย่างที่หลายคุ้นเคย เพราะฉะนั้นอันดามันในฤดูฝนของผมมีความเหงา ซึมๆ เศร้าๆ มันจึงเกิดอารมณ์ให้ถ่ายทอดถึงความนิ่งของทะเล ถึงแม้บางรูปจะมีความร่าเริงอยู่ แต่แบล็กกราวด์ของน้ำทะเลที่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาคือความโดดเดี่ยว มีทั้งความสุข ความเหงา รวมอยู่ในนั้นด้วย" ช่างภาพขี้เหงาถ่ายทอดอารมณ์ผ่านมุมกล้อง
มาที่นักเขียนและช่างภาพอิสระมือรางวัลกวีซีไรต์ "จี๊ด" จิระนันท์ พิตรปรีชา อธิบายเพียงสั้นๆ ว่าเพราะเกิดและโตที่จังหวัดตรัง จึงเห็นทะเลอันดามันตั้งแต่เด็กๆ จึงเลือกสะท้อนทะเลสีครามสดใสในมุมของ "เด็กกับทะเล"
"เหตุที่เน้นเรื่องราวของเด็กในพื้นที่เล่นน้ำว่าเป็นภาพเห็นกันจนชินตาสำหรับคนในพื้นที่ แต่มันสวยเหลือเกินในสายตาคนอื่น และ ที่เลือกใช้ภาพทั้ง 4 นี้ เพื่อจะฝากถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนว่า หากต้องการให้ความงดงามคงอยู่อย่างยั่งยืน ต้องมีการดูแลรักษา สิ่งของที่นำเข้าไปจะต้องได้รับการบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นขยะหรือน้ำเสีย แต่สิ่งที่ให้ความสวยงามธรรมชาติเหล่านี้หายไปแล้วไม่กลับคืนมาอีก คืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นห่วงกันอยู่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเรือน้ำลึก สำหรับคนที่เห็นด้วยก็อยากจะบอกว่าอย่ามาเสียดายเมื่อสายไป ทีตอนนี้ไม่ว่าอะไร" กวีสาวเจ้าถิ่น ย้ำ



