ไลฟ์สไตล์

คนชนะต้องล้มแล้วลุกได้เร็ว'ชยกร พงษ์ธนะ'มทร.ธัญบุรี

คนชนะต้องล้มแล้วลุกได้เร็ว'ชยกร พงษ์ธนะ'มทร.ธัญบุรี

26 ม.ค. 2558

คนชนะต้องล้มแล้วลุกได้เร็ว'ชยกร พงษ์ธนะ'มทร.ธัญบุรี : เปิดวิสัยทัศน์

                จากครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่สบาย เพราะรายได้ของพ่อทำธุรกิจเปิดร้านอาหาร เล่นดนตรี ทำให้เด็กหนุ่ม "เปรี้ยว” ชยกร พงษ์ธนะ สามารถเรียนจบม.6 โรงเรียนอัชสัมชัญ จ.ชลบุรี ได้อย่างง่ายดาย แต่แล้วฟองสบู่แตก ธุรกิจพ่อล้มละลาย ทำให้ชีวิตเขาและพ่อต้องพลิกผัน เรียกว่า ล้มทั้งยืนเลยทีเดียว แต่ด้วยเลือดนักสู้ ทำให้เขาต้องรีบ "ลุกขึ้นให้ได้อย่างรวดเร็วๆ" และสู้ต่อไปด้วยความหวังว่าวันหนึ่ง "จะต้องมีวันของเรา" ที่พวกเรา 2 พ่อลูกจะต้องมีชีวิตที่สุขสบาย
                "หลังพ่อล้มละลาย ร้านอาหารเจ๊ง ไม่ได้เล่นดนตรี แม่ก็แยกทางไป ผมอยู่กับพ่อเพียงลำพัง พ่อหันไปขับแท็กซี่ ไม่มีบ้านอยู่ เรา 2 คนต้องไปอาศัยบ้านน้าอยู่รังสิต จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมต้องเบนเข็มมาเรียน ปวส. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมธานี สาขาอิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม ระหว่างที่เรียนในระดับ ปวส.1 (เรียนภาคพิเศษ) ก็ทำงานตอนเย็นและวันเสาร์  อาทิตย์ เป็นผู้ช่วยช่างเทคนิค ช่องทีเอ็นเอ็น ได้วันละ 500 บาท รายได้ต่อเดือน 5,000-6,000 บาท กระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยช่างภาพ (โอบี) ค่าจ้างวันละ 700 บาท" เปรี้ยวเล่า

                เขาบอกว่า ต้องทำงานทุกอย่างเท่าที่โอกาสจะอำนวยเพื่อหารายได้ในการเลี้ยงชีพตัวเอง จะได้แบ่งเบาภาระของพ่อที่มีรายได้จากการขับแท็กซี่ หลังจากจบ ปวส. ได้สอบตรงเรียนต่อหลักสูตรต่อเนื่อง สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้วยความหวังว่าเมื่อเรียนจบปริญญาตรี จะหางานดีๆ ทำ หาเงินเลี้ยงพ่อ และซื้อบ้านให้พ่ออยู่ ดูแลให้พ่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้พ่อหยุดทำงาน ช่วงนั้น "เปรี้ยว" ทำงาน เฉพาะช่วงปิดเทอม และวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้แก่การเรียนอย่างเต็มที่เพื่อทำเกรดให้ได้สูงๆ

                แต่แล้วช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2556 ก็เกิดเหตุการณ์ที่พลิกชีวิตของเขาและพ่อ หลังจากที่พ่อประสบอุบัติเหตุรถชน เดินไม่ได้ เปรี้ยวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายโดยลำพัง เขาบอกกับตัวเองถ้าทำงานเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ และทุ่มเทกับการเรียนเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว ต้องหางานทำเพิ่มเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงตัดสินใจไปทำงานสถานบันเทิงแถวมหาวิทยาลัย ทุกเย็นวันจันทร์-ศุกร์ หลังเลิกเรียน วันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.30-19.30 น. รายได้วันละ  150 บาท มีหน้าที่คอยเปิดร้าน จัดเครื่องดนตรี ล้างแก้วล้างจาน เตรียมโต๊ะ เก้าอี้ พร้อมในการเปิดร้าน  จากนั้นก็กลับบ้าน

                "เปรี้ยว" เล่าว่า ทุกเย็นที่มาเปิดร้าน ทั้งกลิ่นเหล้า  กลิ่นบุหรี่ และจานชามแก้วที่เต็มไปด้วยเหล้าและเบียร์  โต๊ะที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย บางครั้งมีอาเจียนของคนที่มาเที่ยวที่ร้าน เป็นภาพที่ชิน หน้าที่คือต้องทำให้สะอาดเรียบร้อย ตอนนี้อาการของพ่อเริ่มดีขึ้น เดินได้แต่ยังไม่แข็งแรง แต่สามารถไปเล่นดนตรีตามร้านอาหาร เล่นเปียโนได้ ได้ทุกแนวเพลง โดยไม่มีร้านประจำ ใครจ้างก็ไป รายได้ที่ได้มาจากการทำงานส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในบ้าน

                "คนทำงานร้านสถานบันเทิงต้องเป็นเด็กเที่ยวหรือไม่ ไม่จำเป็น ตอนนี้เราสองพ่อลูก ต้องสู้เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด เราล้มนานไม่ได้ ล้มแล้วต้องลุกขึ้นให้เร็ว ต้องสู้ ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน งานที่ได้เงินทำหมดครับ ไม่เลือกงาน" เปรี้ยว กล่าว

                "เปรี้ยว" โชคดีที่ไม่ต้องพักการเรียน เพราะได้รับความช่วยเหลือค่าเทอม ได้รับทุนเรียนฟรี จากทุนพฤกษา-ทองมา วิจิตรพงษ์พันธุ์ 2 หมื่นบาทต่อปีการศึกษา ทำงานพิเศษช่วงเย็นทุกวันเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย มาเรียนวันละ 100 บาท กินข้าววันละ 30-50 บาท ทำงานพิเศษเสร็จกลับบ้านซื้อข้าวและแกง 1-2 ถุงไปกินข้าวกับพ่อที่บ้าน ทุกวันนี้เห็นเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยมีชีวิตที่สุขสบาย เปรี้ยวบอกว่าไม่เคยคิดอิจฉา ไม่เคยท้อแท้ เพราะว่าเวลาส่วนใหญ่จะคิดเรื่องเรียนและเรื่องทำงานมากกว่า หลังเรียนจบอยากจะทำงานสายวิศวกร ทำงานหาเงินเลี้ยงพ่อให้มีชีวิตที่สุขสบายเนื่องจากพ่อลำบากเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ในวันนี้ เปรี้ยวได้เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 2.23 ค่อนข้างน้อย แต่เทอมต่อไป เขาจะพยายามทำให้เกรดสูงขึ้น 

                “ฝากถึงเพื่อนว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ไม่ควรประมาท บางครั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง ควรมีสติในการใช้ชีวิต เวลาล้ม  ควรรีบลุก ลุกให้ไว เพราะคนที่ล้มและลุกขึ้นได้ไว อย่างน้อยเขาจะมีเวลาตั้งสติทบทวนตัวเองและลุกขึ้นมาสู้ใหม่ และในไม่ช้าเขาก็จะถึงเป้าหมายเส้นชัยได้ในที่สุด" เปรี้ยวกล่าวทิ้งท้าย