ไลฟ์สไตล์

ซานฟรานซิสโก สะพานโกลเด้นเกท

ซานฟรานซิสโก สะพานโกลเด้นเกท

25 ม.ค. 2558

ชิค & ชิล : ซานฟรานซิสโก สะพานโกลเด้นเกท : โดย...รมยกร

 
                             หากต้องการเห็นความหลากหลายและความเป็น “อเมริกัน” แล้ว เมืองซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่สะท้อนให้เห็นรำลึกย้อนไปถึง “การสร้างโลกใหม่” ประเทศที่รวบรวมของชนชาวโลก ที่ต้องการแสวงหาโลกใหม่ ที่ยึดถือหลักเสรีภาพอย่างจริงจังที่สุด ถึงกับกำหนดไว้ในตั้งแต่ประกาศอิสรภาพว่า ที่นี่คือดินแดนแห่งเสรีภาพ อะไรก็ตามที่กระทบต่อเสรีภาพประชาชน สิ่งนั้นจะกระทำไม่ได้
 
                             ด้วยเหตุนี้ สิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากที่นี่ หากเดินทางจากลอสแองเจลิส เข้าเมืองซานฟรานซิสโก สองข้างทาง จะสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพันธุ์ ผัก ผลไม้ ถือเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการแสวงหา บุกเบิก เพราะมีเกษตรเป็นพื้นฐาน มีที่ดินทำกิน ถ้ามาตรงกับฤดูที่ผลไม้ออก ก็วางขายเต็มตลาดของเมือง รองรับผู้เดินทางมาเยือน และยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ รสเลิศ สามารถแย่งตลาดไวน์โลก จากแหล่งผลิตใหญ่จากไวน์ยุโรป ได้
 
                             ระหว่างทางที่ผ่าน ยังแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของโลก ก็คือ น้ำมัน ที่นี่ สองข้างทางไฮเวย์ ก็สามารถมองเห็น แท่นเจาะน้ำมันจากใต้ดินมากมาย ตลอดระยะทาง การขนส่งที่นี่ เน้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ มากกว่าระบบรถไฟ ผู้คนก็นิยมใช้รถส่วนตัว มากกว่าบริการรถสาธารณะ คงเป็นเมืองที่ผลิตรถยนต์และมีแหล่งน้ำมันมาก จึงเน้นไปในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนนหนทางแบบรองรับรถยนต์และรถยนต์ขนาดใหญ่
 
                             ความรู้สึกแรกของการเดินทางถึงซานฟรานซิสโก ก็คือ ความหลากหลายของชุมชนที่มีอยู่ ที่นี่ไม่ได้มีแต่ชาวยุโรป แต่จะแบ่งเป็น "ย่านชุมชน” ที่แตกต่าง ที่พูดถึงกันมากและเด่นที่สุดก็คือ ชุมชนชาวจีนหรือไชน่าทาวน์ ที่มีบทบาทในยุคแรก ๆ ของการสร้างโลกใหม่ เมื่อชาวจีนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมา “ขายแรงงาน” ว่ากันว่า ทางรถไฟสายแรกเชื่อมตะวันออก/ตะวันตก ก็เป็นแรงงานจากจีน มาแล้วก็อยู่ต่อมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบันที่ทำมาหากินที่นี่ 
 
                             นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวอิตาลี ส่วนชุมชนที่มากและเห็นทุกแห่งก็คือ ชุมชนชาวเม็กซิกัน ในฐานะที่เป็นชนพื้นเมืองที่เคยครอบครองดินแดนแถบนี้ แต่ไม่ค่อยพบเห็นชาวอินเดียนแดงมากนัก แต่จะมี “คาวบอย” มาขี่ม้า แสดงชีวิตยุคบุกเบิกให้ชม ก่อนเดินทางไปยังทุ่งกว้าง ข้ามภูเขาสูงร็อกกี้ ไปยังดินแดนตะวันออก
 
                             อากาศในเมืองนี้ไม่หนาวมาก ไม่ทารุณเหมือนทางเหนือ และออกไปในแนวร้อน อีกทั้งซานฟรานซิสโกเป็นเมืองหนึ่งที่มีสภาพอากาศเย็นสบายเกือบทั้งปี เหมาะแก่การเดินทางมาท่องเที่ยว แต่มักมีหมอกให้ลุ้นว่า วันนี้ จะได้เห็น “สะพานโกลเดนเกท” หรือไม่ ส่วนเมื่อถึงหน้าหนาว อากาศก็ยังแค่เย็น แต่อุณหภูมิไม่ค่อยลดต่ำจนถึงจุดเยือกแข็ง มีอากาศเย็นประกอบกับมีฝนตกและค่อนข้างหนาวเย็นในยามค่ำคืน
 
                             การมีหมอกที่ปกคลุมในพื้นที่เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นซานฟรานซิสโกได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยช่วงฤดูร้อน รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศดีมาก
 
                             เคล็ดไม่ลับของการเที่ยวซานฟรานซิสโก
 
                             การเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ มีคำแนะนำในการเผชิญสภาพอากาศของเมือง คือการสวมใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น ตอนเช้ามักปกคลุมด้วยหมอกหนาวเย็นที่ก่อตัวและพัดผ่านจากมหาสมุทรแปซิฟิก จึงควรสวมเสื้อกันหนาวและหมวกขนสัตว์ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ตอนกลางวันหมอกเริ่มจางหายไป เหลือเพียงท้องฟ้าแจ่มใสและอากาศเย็นสบาย ค่อนไปทางอบอุ่น ซึ่งคุณสามารถถอดเสื้อกันหนาวตัวนอกออกเพื่อเพลิดเพลินกับอากาศที่สบายๆ ตลอดทั้งวัน และจำเป็นต้องสวมใส่เสื้อหนาวตัวนอกอีกครั้งหลังอาทิตย์ตกดินเนื่องจากอุณหภูมิปรับตัวลดลง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะแวะมาเยือนซานฟรานซิสโกในช่วงเวลาใดของปีก็ตามควรนำเสื้อผ้าที่อบอุ่น อาทิ เสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อขนแกะติดตัวมาด้วย เนื่องจากสภาพอากาศในซานฟรานซิสโกสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา 
 
                             โกลเด้นเกท สะพานที่ต้องไปให้ถึง
 
                             มาถึงซานฟรานซิสโกแล้ว ควรต้องไปให้ถึงสะพานเหล็ก ชื่อ สะพานโกลเด้นเกท (Golden Gate Bridge) ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงความสามารถด้านวิศวกรรมเหล็กของวิศวกรสหรัฐ และบริเวณที่มีประวัติศาสตร์ของการก่อกำเนิดเริ่มต้นของเมือง โดยเฉพาะ “คุก” ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมการอพยพเข้าเมืองของชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะชาวจีนที่อพยพเข้ามานั้น ต้องถูกคุมขังไว้ที่นี่ แสดงถึงความอดทนและความทรหดของการไปแสวงหาโลกใหม่ของมนุษย์ ที่มีอยู่ตลอดมา นั่นคือ ความหวัง ที่จะพบโลกใหม่ ที่ดี 
 
                             สะพานโกลเด้นเกท สะพานที่แขวนอยู่ในทะเลข้ามเกาะและมหาสมุทรแปซฟิก เหล็กที่มีสีแดง เป็นต้นแบบของงานด้านวิศวกรรม ที่พยายามจะชนะธรรมชาติให้ได้ สีแดงนี้เป็นสีที่เด่นงามและมีไว้เพื่อป้องกันการเกิดสนิมเหล็ก เพราะเหล็กเมื่ออยู่ใกล้น้ำเค็ม โอกาสที่จะรอดจากสนิมที่กัดกร่อน “ยาก” บวกกับลมที่พัดแรง ก็มีผลต่อสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้ 
 
                             ความยิ่งใหญ่ด้านวิศวกรรมนี้ ทำให้ซานฟรานซิสโกมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ใกล้หรือไกล ยิ่งถ้าได้ขึ้นไปบนยอดเขา มองลงมาเห็นภาพทั้งหมด จะได้ชมทั้งทิวทัศน์งดงามของตัวเมืองซานฟรานซิสโกและสะพานโกลเด้นเกท ซึ่งถือเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก คือ ยาวถึง 2.7 กิโลเมตร สูง 223.5 เมตร ประกอบด้วยโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นเมืองซานฟรานซิสโก อีกทั้งได้รับการยอมรับโดยปราศจากข้อโต้แย้งว่า เป็นสะพานที่มีโครงสร้างสวยงามที่สุดและถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก 
 
                             ยามเมื่อหมอกแผ่ปกคลุมทั่วอ่าวและโรยตัวบดบังสะพานสีแดงแห่งนี้จากสายตา ทำให้ดูราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาจากโลกอื่น หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสกับความยิ่งใหญ่สง่างามของสะพานโกลเด้นเกท คือการเดินเล่นไปตามทางเท้าที่สร้างไว้เป็นพิเศษ มีความยาวเกือบสองไมล์เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของสะพาน 
 
                             มองไปจากจุดสูงเหนืออ่าวซานฟรานซิสโก จะเห็นเกาะเล็กๆ เรียกว่า เกาะอัลคาทราซ (Alcatraz) ใกล้สะพานแขวนโกลเด้นเกท เกาะนี้มีประวัติที่เล่าสืบต่อกันมา เป็นเกาะที่ใช้คุมนักโทษ ที่ผูกพันกับชนรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามาสร้างเมือง สร้างโลกใหม่ และสร้างอเมริกา ด้วยสองมือ
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(ชิค & ชิล : ซานฟรานซิสโก สะพานโกลเด้นเกท : โดย...รมยกร)