ไลฟ์สไตล์

จาก'เมืองเพียโมเดล'สู่'บ้านละเบ๋อ'บทพิสูจน์แนวพิชิตดินเค็ม

จาก'เมืองเพียโมเดล'สู่'บ้านละเบ๋อ'บทพิสูจน์แนวพิชิตดินเค็ม

19 ม.ค. 2558

จาก'เมืองเพียโมเดล'สู่'บ้านละเบ๋อ' บทพิสูจน์แนวทางพิชิตดินเค็มได้ : ดลมนัส กาเจรายงาน

               หากย้อนไปดูความพยายามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการที่จะเอาชนะดินเค็มที่กระจายไปทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชได้ โดยมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นแม่งานหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ที่เริ่มดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง ภายใต้โครงการพัฒนาดินเค็ม ด้วยการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อลดการแพร่กระจายพื้นที่ดินเค็มในลุ่มน้ำโขง ชี มูล ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยขามเรียน ครอบคลุมพื้นที่ อ.บ้านไผ่ อ.ชนบท และ อ.โนนศิลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 87,436 ไร่ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 โดยยึดโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มเมืองเพีย ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เป็นต้นแบบ หรือ "เมืองเพียโมเดล" และมีสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เป็นผู้รับผิดชอบนั้น รวมเวลา 15 ปีแล้ว เฉพาะในพื้นที่ จ.ขอนแก่น สามารถดำเนินไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านไร่
    
               ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่การเกษตรสูงสุดในประเทศ โดยมีเนื้อที่เพาะปลูกของภาคถึง 60 ล้านไร่ แต่ประสบปัญหาดินเค็มถึง 17.8 ล้านไร่ หรือ 29 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกของภาค และพื้นที่มีศักยภาพในการแพร่เกลืออีก 19.4 ล้านไร่ ส่วนใหญ่จึงเป็นพื้นที่นาข้าว ทางกรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ได้ขยายการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็มไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย เช่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี และล่าสุด จ.สกลนคร โดยยึดต้นแบบมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มทุ่งเมืองเพีย จ.ขอนแก่น นั่นเอง
    
               นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวบนเวทีการมีส่วนร่วม “การแก้ปัญหาดินเค็มเมืองสกลนคร ละเบ๋อ!!!” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ปัญหาดินเค็มมีมากที่สุดในภาคอีสาน เนื่องจากสันนิษฐานว่า อดีตเคยเป็นทะเลมาก่อน จึงทำให้มีเกลือใต้ดิน หากจัดการไม่เหมาะสมจะรุนแรงและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น อย่างในพื้นที่ จ.สกลนคร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เค็มน้อยถึงปานกลาง แต่หากมีการทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล ตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ ก็อาจทำให้น้ำใต้ดินเค็มยกตัวสูงขึ้นได้
    
               "การแก้ปัญหาดินเค็มในบ้านเรา ทางกรมพัฒนาที่ดินมีการแก้ปัญหามาตลอดและประสบผลสำเร็จได้อย่างดี โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จนสามารถปลูกข้าวหอมมะลิชั้นดีของโลก ระยะหลังก็ดำเนินการเรื่อยๆ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดสามารถขยายพื้นที่แก้ปัญหาดินเค็มได้ปีละไม่กี่หมื่นไร่ อย่างล่าสุดที่ จ.สกลนคร นำร่องที่ ต.ดงมะไฟ ในพื้นที่ 800 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง" นายอภิชาต กล่าว
    
               ด้าน นายภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กล่าวว่า การแก้ปัญหาดินเค็มในพื้นที่ภาคอีสาน ทางสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ได้ดำเนินการแก้ปัญหาจนประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ที่ทุ่งเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ดินเค็มจัดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ดังนั้นจึงขยายพื้นที่โครงการไปยังจังหวัดอื่นๆ รวมถึง จ.สกลนคร ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 6 ล้านไร่ แต่พบว่ามากกว่า 2.7 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 46 ของพื้นที่ทั้งหมด
    
               สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยนั้น จะเน้นการปรับปรุงและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของดิน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม อีกทั้งสามารถใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม โดยใช้หลักการและแนวทางการด้วยกิจกรรมด้านวิศวกรรม คือ การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 กิจกรรมด้านพืช คือ ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา, ปลูกกระถินออสเตรเลีย, ไถกลบตอซังข้าว และปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน (โสนแอฟริกัน ปอเทือง ถั่วพุ่ม) และกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี คือฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนา ปรับปรุงพื้นที่ดินเค็ม ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
    
               ขณะที่ นายเกรียงศักดิ์ สายมณี ผู้จัดการส่วนส่งเสริมและจัดหาไม้ (ภาคอีสาน) บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด หรือ เอสซีจี กล่าวว่า ได้ร่วมมือและสนับสนุนการแก้ปัญหาดินเค็มกับกรมพัฒนาที่ดินมา 7-8 ปีแล้ว ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นยูคาลิปตัสตามหัวไร่ปลายนา โดยใช้พันธุ์ที่ทนดินเค็ม ปรากฏว่าสามารถแก้ปัญหาดินเค็มได้ เนื่องจากต้นยูคาดันไม่ให้เกลือใต้ดินผุดขึ้นมาเหนือผิวดิน จากการดำเนินงานสามารถสร้างรายให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยผลผลิตทั้งหมดทางเอสซีจีจะเป็นผู้รับซื้อผลผลิตทั้งหมด
    
               แม้การแก้ปัญหาดินเค็มไปได้ปีละนิดตามที่งบประมาณที่ได้มา แต่อย่างน้อยเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าดินเค็มนั้นสามารถแก้ปัญหาได้


สูตรความสำเร็จเฉลียว ดกเอีย

               นายเฉลียว ดกเอีย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บ้านดงสวรรค์ ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จ.สกลนคร ในฐานะหมอดินอาสาประจำอำเภอพังโคน ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มาสามารถพิชิตดินเด็มในพื้นที่ของตัวเองได้ โดยเขาไปเรียนรู้และเข้าอบรมเพื่อหาวิธีการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็ม จนทราบว่า การเอาชนะดินเค็มไม่ใช่เรื่องยากหากมีความตั้ง เพียงหาจุดที่ดินที่เค็ม จากนั้นปรับพื้นที่ให้ราบเรียบเสมอ สร้างคันนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้กักเก็บน้ำในการใช้น้ำเพื่อล้างความเค็ม เมื่อปรับพื้นที่แล้วนำดินที่สมบูรณ์มาราว 1-2 ตัน แกลบดิบ 1.5-2 กก./ไร่ มาโรยลงหน้าดินให้ทั่ว แล้วนำปุ๋ยหมักสูตรแก้ไขดินเค็ม-มูลสัตว์ 500  กก./ไร่, น้ำหมักชีวภาพที่เจือจางแล้วจำนวน 40 ลิตร และปูนขาว โดโลไมท์ 200 กก./ไร่ ดูดน้ำขังให้ท่วมดิน ทิ้งไว้ 21 วัน มาไถกลบอีกครั้ง สามารถปลูกพืชผักได้แล้ว
    
               “ผมมีที่ทำกินราว 200 ไร่ บางส่วนพบปัญหาดินเค็ม ทำนาได้ผลผลิตไร่ละ 300-400 กก. เมื่อปรับสภาพดินแล้วปีถัดมาให้ผลผลิตไร่ 500-600 กก. ครั้งแรกอาจลงทุนสูงถึงไร่ละ 4,000 บาท แต่ทำครั้งเดียวตอนหลังต้นทุนการผลิตน้อยลง เพราะเมื่อดินดีใช้ปุ๋ยน้อย ที่สำคัญผมใช้ปุ๋ยทำเอง ไถ่กลบต่อซัง อย่างของผมทำมาแล้วเมื่อ 7-8 ปีแล้วปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยที่ไร่ละ 650-700 กก. ถือว่าคุ้มาก พอหลังทำนาใช้พื้นที่บางส่วนปลูกพืชสวนครัว ทำให้มีรายได้เสริมขึ้นมาได้ ปัญหาดินเค็มหมดไปแล้ว” เฉลียว กล่าวอย่างมั่นใจ