
อภิสิทธิ์ ชี้อุดมศึกษาต้องเป็นตัวของตัวเองไม่ถูกครอบงำ
อภิสิทธิ์ ชี้อุดมศึกษาหลังโลกาภิวัฒน์ ต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกครอบงำ เน้นพัฒนาแนวคิด กิจกรรมบนรากฐานของภูมิปัญญาของตนเอง พร้อมเชื่อมโยง ประสาน ผยแพร่ต่อไปในระดับนานาชาติ หวังอุดมศึกษาปรับตัว สร้างภูมิคุ้มกันในกระแสหลัก แนะมองหาทางเลือกใหม่ต่างๆ เป็น
เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต (มธบ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง Higher Education in the Post-Globalization World” ระหว่างวันที่ 9-11 ก.ค. พร้อมบรรยายพิเศษ “เรื่องการอุดมศึกษาหลังโลกาภิวัฒน์” โดยมีรศ.ดร.อนุมงคล ศิริเวทิน อธิการบดีมธบ.,ศ.ดรบุญเสริม วีสกุล อธิการกิตติคุณ มธบ.,รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศึกษาธิการ และคณาจารย์ นักวิชาการทั้งชาวไทย และต่างชาติ ให้การต้อนรับ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่าการศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับความสามารถของบุคคลและสถาบันต่างๆ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า เนื่องจากการศึกษาเกี่ยวข้องกับการผลิตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การยกระดับรายได้ของบุคคล การลดปัญหาความยากจน และการสร้างคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงได้มีการจัดการศึกษาฟรีอย่างมีคุณภาพ 15ปี และเปิดโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้กว้างออกไป ทั้งในแง่ของการขยายและเพิ่มจำนวนสถาบันอุดมศึกษาทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และการให้การอุดหนุน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าอิทธิพลโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษามีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะโลกาภิวัตน์ทางการศึกษามีผลสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม ช่วยเชื่อมโยงสังคมต่างๆ เข้าด้วยกัน และสร้างความเข้มแข็งจากการขยายเครือข่าย ทำให้ก้าวตามทันพัฒนาการใหม่ๆ ของโลกได้ แต่อีกด้วยหนึ่งกลับทำให้การศึกษา โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษากลายเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ไร้พรมแดนมากขึ้น เช่น การแข่งขันของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการให้บริการด้านการศึกษา ที่ทำให้จำเป็นต้องมีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั่วโลก เพื่อการแข่งขันกันในการให้บริการมีมากและรุนแรง เป็นต้น
“ส่วนแนวทางการพัฒนาการศึกษาต่อไป ต้องสร้างความเป็นท้องถิ่นหรือความเป็นตัวตนมากขึ้น เพื่อให้อุดมศึกษาไทยมีความสมดุล ไม่ต้องพึ่งพาหรือถูกครอบงำโดยกระแสโลกาภิวัตน์ ดังนั้น จำเป็นที่ต้องพัฒนาแนวคิด กิจกรรมและวิธีการบนรากฐานของภูมิปัญญาของเราเอง แต่ในขณะเดียวกันสามารถเชื่อมโยง ประสาน หรือเผยแพร่ต่อไปในระดับนานาชาติได้ โดยการดำเนินการดังกล่าว ใช่ว่าเป็นการสร้างความหลงชาติ หากแต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้เสียความเป็นตัวของตัวเอง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ และอาจยังคงกระแสหลักต่อไป แต่ก็ต้องมีทางเลือกไว้ด้วย เช่น การให้ความสำคัญต่อการร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างชาติเอเชียด้วยกันมากขึ้น มองหาหรือพิจารณาแนวทางของชาติใหม่ๆ นอกจากตะวันตกและญี่ปุ่น พร้อมๆ กับการปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันในกระแสหลัก และควรมองหาทางเลือกใหม่ เป็นระบบการศึกษาหลอมรวมความหลากหลาย แตกต่าง และลักษณะเฉพาะของแต่ละสถาบันไว้ด้วยกัน



