
'ทิชา ณ นคร'ครูผู้พลิกชีวิต'ผู้แพ้ในสังคม'
'ทิชา ณ นคร'ครูผู้พลิกชีวิต'ผู้แพ้ในสังคม' : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน
“เด็กทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง ไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้ายฆ่าคน อยากเป็นอาชญากร อยากขึ้นหน้าหนึ่ง ถูกเรียกว่าฆาตกร แต่หากส่วนผสมในชีวิตผลักดันให้เขาต้องเข้ามุมมืด กระทำผิด เป็นผู้แพ้ในสังคม ป้าก็ต้องหากระบวนการที่จะไม่ผลิตซ้ำกับความพ่ายแพ้ที่เด็กเคยได้รับมา เพราะมนุษย์ทุกคนมีจุดเปลี่ยนเสมอ โดยจุดเปลี่ยนของมนุษย์ต้องอาศัยพลังของผู้อื่นมาช่วยด้วย และครูถือเป็นพลังให้แก่เด็ก ครูเป็นลมใต้ปีกของเด็กๆ เพื่อให้เขาโบยบินได้ด้วยตัวของเขาเอง” ถ้อยคำของ "ป้ามล" นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ครูผู้เปลี่ยนชีวิตของเด็กต้องโทษให้กลายเป็นคนดีของสังคม
จากข้อมูลเยาวชนที่กระทำความผิดทั้งหมดในแต่ละปี เกือบ 70% ล้วนเป็นผู้แพ้ในระบบการศึกษา ถูกให้ออก หรือ ลาออกกลางคัน พวกเขาล้วนมีบาดแผลต่อกาย และใจ เพราะการออกจากโรงเรียนไม่ใช่เพียงตัวเขาเท่านั้นที่ออก แต่พวกเขายังพกความรู้สึกผู้แพ้ คนไม่มีคุณค่า คนไม่มีตัวตน ไม่มีที่หยัดยืนติดตัวออกมาด้วย กระบวนการเรียนรู้ของบ้านกาญจนาภิเษก ป้ามลจะประเมินว่า เด็กเป็นผู้แพ้ ขาด บกพร่องอะไร และมีอะไรดี ซึ่งไม่ว่าเด็กจะแพ้มาจากไหน ป้ามั่นใจว่าพวกเขามีของดีอยู่ในตัว ยังมีความเป็นมนุษย์ เด็กน้อยที่ยังใฝ่ดี และต้องเชื่อว่า การก่ออาชญากรรม การกระทำความผิดเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
“ทุกครั้งป้าจะพูดให้กำลังใจเด็กๆ เสมอว่า นาทีที่หนูทำความผิดเป็นเพียงแค่นาทีเดียวเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่หมื่นพันแสนล้านนาทีในชีวิตของหนูจะล่มสลายไปด้วย ดังนั้นเด็กๆ ทุกคนต้องช่วยกันทำหมื่นแสนล้านนาทีที่เหลือให้เป็นเรื่องราวที่ดีแก่สังคม อย่าไปผูกติดกับ 1 นาทีที่เลวร้าย และการที่เด็กจะกระทำผิดไม่ใช่เกิดจากตัวของเขาเอง แต่เกิดจากส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรียน ในชีวิต ในสังคมที่รับมรดกตกทอดมาทำให้เด็กเป็นอย่างนั้น การเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งได้นั้นต้องออกแบบกระบวนการสร้างคน เด็กที่เข้ามาบ้านกาญจนาภิเษก 50% ต้องเรียนทักษะชีวิต คิดวิเคราะห์ ข่าว เรื่องราวในสังคม ซึ่งโรงเรียนไม่ทำ เพราะเข้าใจว่า อุดมการณ์ของโรงเรียน คือ ให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัย โดยที่โรงเรียนลืมมองไปว่า นอกจากส่งผู้ชนะออกมาแล้วก็ส่งผู้แพ้ออกมาด้วย”
ปัจจุบันบ้านกาญจนาภิเษกได้พัฒนาเด็กออกสู่อิสรภาพสู่สังคม 98% เป็นผู้รอดในสังคม ป้ามล เล่าอีกว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนไป 360 องศา โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน ถ้าโรงเรียนยังยึดพื้นที่แบบเดิม สอนหนังสือแบบเดิม เราจะทิ้งมรดกที่อัปยศไว้ให้แผ่นดินเยอะมาก โรงเรียนต้องทำหน้าที่มากกว่านี้ โดยใช้ข้อดีของโรงเรียน การเจอเด็กกลุ่มใหญ่ ใช้โอกาสที่มีโอบอุ้มเด็ก ซึ่งครูอาจมองว่า เหนื่อยที่ต้องดูแลเด็กเยอะๆ แต่จริงแล้วสามารถให้เด็กช่วยดูแลกันและกันได้ โตเดินไปพร้อมกันได้ ภายใต้ห้องเรียนของเรา ถ้าครูลดความคาดหวังของโรงเรียนเพื่อให้เด็กแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูต้องใช้ความเป็นกลุ่มของเด็กภายในห้องเรียนเป็นพื้นที่แห่งความรัก เห็นอกเห็นใจความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วย ไม่ใช่เรื่องที่สังคมหรือเด็กจะขาดทุนอะไร แต่จะช่วยให้ประเทศได้เด็กที่เรียนหนังสือเก่ง รักกัน ห่วงใยกัน ดูแลกัน
“หากเด็กคนใดคนหนึ่งในบ้านกาญจนาภิเษกมีปัญหา จะให้เด็กคนอื่นๆ ช่วยกันคิด แล้วพบว่า เด็กไม่ได้รู้สึกตลกกับปัญหาของเพื่อน หรือเอาปัญหาของเพื่อนมาล้อเลียน แต่เด็กจะเห็นอกเห็นใจกัน และช่วยกันคิดแก้ปัญหา หรือถ้าเด็กทะเลาะกับพ่อแม่ เราจะรอให้เขาพร้อมที่จะเล่าปัญหา ซึ่งการรับฟังปัญหาจากเด็ก ครูต้องเปิดใจยอมรับ และตั้งคำถามให้เด็กได้ย้อนกลับไประยะเริ่มต้น ลองถามเด็กว่า พวกเขารู้หรือไม่ว่าพ่อแม่ตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง เพื่อให้เขาเห็นอกเห็นใจคนในครอบครัว ไม่ใช่มองแต่ตัวเอง เด็กบ้านกาญจนาภิเษกต่อให้เป็นเด็กเรียนหนังสือไม่เยอะ แต่พวกเขาใช้ชีวิตรอดในสังคมได้”
ถ้าถามตอนนี้ว่าครูต้องการอะไร ป้ามล เชื่อว่า ครูทุกคนอยากเป็นครูที่ยืนอยู่กลางใจของศิษย์ แต่ขณะนี้ครูไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบใหญ่ กระทรวงศึกษาธิการไปเปลี่ยนเจตนารมณ์ของครูให้ไปสนองต่ออุดมการณ์แคบๆ ขณะเดียวกันครูสอนให้เด็กเชื่อฟังมากเกินไป เชื่องมากเกินไป จนบางครั้งทำให้เด็กไม่คิดนอกกรอบ และสังคมในอนาคตก็ไม่ได้ต้องการพลเมืองที่เชื่องมาก แต่ต้องการพลเมืองที่กล้าหาญ กล้าแลกเปลี่ยน กล้าทำความดี
“ระบบการศึกษาของเราไม่ได้มุ่งให้ครูมีความสุขในการดูแล สั่งสอนเด็ก ผลิตคนของประเทศ ซึ่งถ้าครูได้ทำงาน ทำบทบาทหน้าที่ของครูอย่างเต็มที่ จะทำให้เด็กมีโอกาสเดินไปเจอแสงสว่าง ออกจากมุมมืดได้ ครูถือเป็นวิศวกรทางสังคมที่สร้างเด็กและเด็กเป็นผู้สร้างชาติ แรงบันดาลใจ ในการทำงานของป้าไม่เคยตั้งคำถามกับเด็กว่า รู้หรือไม่การฆ่าคนมันบาป มันชั่ว แต่จะกอด เชื่อมความสัมพันธ์ ใช้ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และโอกาสในการเริ่มต้นกันใหม่ ทำอย่างไรให้เป็นทุนชีวิต ไม่ผิดพลาดอีก ฉะนั้นการเป็นครู จึงไม่ใช่เพียงผู้คอยอบรมสั่งสอน บ่มเพาะวิชาความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้รับฟัง ผู้ให้โอกาส ผู้ค้นหาแสงสว่างในตัวเด็กและช่วยเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้ไปทางที่ดีงาม”



