ไลฟ์สไตล์

 แปรรูปยางพาราสร้างลู่-ลานกรีฑาฤา..เพียงแค่รับทราบและเห็นชอบ

แปรรูปยางพาราสร้างลู่-ลานกรีฑาฤา..เพียงแค่รับทราบและเห็นชอบ

12 ม.ค. 2558

แปรรูปยางพาราสร้างลู่-ลานกรีฑา ฤา..เพียงแค่รับทราบและเห็นชอบ! : โดยดลมนัส กาเจ

               ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 รับทราบผลงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์ และยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑา ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ และเห็นชอบให้ วท. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพื้นสนามกีฬาที่ได้มาตรฐานหรือมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAAF) ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วัสดุสังเคราะห์สำเร็จรูปที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดและมีค่าใช้จ่ายสูง ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดำเนินงานโครงการศึกษาและพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์และยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑา และพัฒนาเทคโนโลยีลู่-ลานกรีฑาให้ได้มาตรฐานสากล จากยางพารา ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลง
    
               สำหรับลานกรีฑาจะใช้สูตรที่คิดค้นขึ้น มีค่าใช้จ่ายตารางเมตรละประมาณ 1,700 บาท คำนวณจากต้นทุนยางกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในงานทำพื้นลู่-ลานกรีฑาในแบบเดิมตกตารางเมตรละ 2,500 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลปี พ.ศ.2554 พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายลงตารางเมตรละ 800 บาท คิดเป็นประมาณอัตราร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายเดิม หากคำนวณสนามกรีฑามาตรฐานมีพื้นที่ 6,500 ตารางเมตร จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ 5.20 ล้านบาท
    
               กระนั้นในมุมมองของแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางพาราอย่าง  นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่า  มติ ครม.ที่เห็นชอบสร้างลู่-ลานกรีฑา เป็นเพียงการเริ่มจุดประกายเท่านั้น แต่ถือว่ายังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะเป้าหมายหลักในหลายภาคส่วนมองว่า การแปรรูปยางพาราภายในประเทศ ต้องสร้างถนนซึ่งแต่ละปีมีการสร้างถนนใหม่ ซ่อมแซมถนนเดิมตกปีละ 6 หมื่นกิโลเมตร หากใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมเพียง 5% ต้องใช้ยางพาราปีละกว่า 3 แสนตัน ขณะที่ประเทศไทยผลิตยางดิบได้ปีที่แล้ว 4.2 ล้านตัน และปีนี้ประมาณการจะผลิตยางดิบได้กว่า 3 ล้านตัน
    
               "ตอนนี้มีถนนที่มียางพาราเป็นส่วนผสม 5% หรือที่เรียกว่าแอสฟัลต์ มีหลายแห่งพิสูจน์ได้ว่าทนทาน อย่างที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ถนนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หรือที่กรมส่งเสริมการเกษตร และที่สถาบันการยางในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใช้มาสิบๆ ปีแล้วยังไม่พัง ผมแปลกใจตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ประกาศอย่างขึงขังว่าจะเอายางพารามาแปรรูปทำเป็นส่วนผสมของถนน มาถึงวันนี้เสียงเงียบไปเพราะเหตุอะไร ไปขัดผลประโยชน์ของใครหรือเปล่า เพราะตอนนี้ก็ทราบกันอยู่ว่า บริษัทเอกชนที่ผูกขาดธุรกิจยางมะตอย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างถนนมีเพียงรายเดียวเท่านั้น" นายบุญส่ง กล่าว
    
               นายบุญส่ง กล่าวอีกว่า  การแก้ไขปัญหาราคายางของรัฐบาลไม่ตรงกับความต้องการ เพราะการนำเม็ดเงินไปซื้อยางเพื่อชี้นำตลาดที่กิโลกรัมละ 61 บาทนั้น เกษตรกรได้รับผลประโยชน์แค่ 10% แต่ยังมีมีเกษตรกรอีก 90% จะเห็นได้ว่า ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางพาราราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  ยางแผ่นดิบ กิโลกรัมละ 57.50 บาท    ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 กิโลกรัมละ 61.70 บาท แต่ราคายางที่ซื้อขายในท้องถิ่นยางแผ่นดิบ เพียง 47.60 บาท และน้ำยางดิบ กิโลกรัมละ 45.50 บาท เท่านั้น เพราะพ่อค้าไม่กล้าซื้อเพราะราคาในตลาดส่งออกหรือเอฟโอบี อยู่ที่กิโลกรัมละ 56.05 บาทเท่านั้น ดังนั้นในวันที่ 15 มกราคา 2558 การประชุมสมาคมองค์บริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (อบจ.) ที่ จ.กระบี่ จะมีการพูดถึงในการนำยางพารามาสร้างถนนเพื่อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังต่อไป
    
               สอดคล้องกับแนวคิดของ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.) การแก้ปัญหาราคายางพาราตั้งแต่เป็นต้นน้ำ  กลางน้ำ  และปลายน้ำ ว่า จากการหารือกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพารา,  ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ,  รัฐวิสาหกิจ  และภาคเอกชนผู้ประกอบการด้านยางพารา  เพื่อหาแนวทางเร่งด่วน ก็ยังฝากความหวังไว้สูงคือแนวทางการเพิ่มมูลค่าของยาง โดยให้นำยางพาราเป็นส่วนผสม 5% มาใช้ในการเป็นส่วนผสมของถนนยางแอสฟัลต์ และคอนกรีต ปูถนน ซึ่งจะทำให้มีการใช้ยางเพิ่มมากขึ้นก็จะส่งผลต่อราคายางดีขึ้น แต่กลับพบว่ามีปัญหาที่หน่วยงานราชการ ทั้งกระทรวงคมนาคม หน่วยงานวิจัยด้านการเกษตร  และอีกหลายๆ หน่วยงานนั้นกลับมีข้อมูลในการนำยางมาเป็นส่วนผสมในการปูถนนที่แตกต่างกันไป
    
               "เท่าที่ทราบมาบางหน่วยงานให้ข้อมูลใช้ยางความยาวถนน 1 กม. ใช้ 2.7 ตัน  บางหน่วยงานก็ใช้ไม่ถึงตัน  ซึ่งสรุปคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังหาข้อสรุปในด้านส่วนผสมของยางไปใช้ทำถนนไม่ได้บางหน่วยงานยังติดขัดในหน่วยงานราชการในเชิงปฏิรูปที่จะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรชาวสวนยางเฉพาะหน้าซึ่งได้หารือกันว่าอาจต้องไปคุยหารือกันในระดับนโยบายของกระทรวงคมนาคมว่าจะหาทางออกร่วมกันในเรื่องนี้อย่างไรดี" นายอุทัย กล่าว
    
               ด้าน นายธนิต โสรัตน์ เลขานุการและโฆษกอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตรฯ สปช. มองว่า ในการแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างราคายางพาราปัญหาที่ส่วนกลาง  ท่อนกลางไม่มีการขับเคลื่อน เพราะว่าไม่มีระเบียบ  ไม่มีคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรลงไป  หน่วยราชการก็ปฏิบัติงานยาก  เช่น เรื่องการใช้ยางผสมแอสฟัลต์ไปทำถนน  แม้ข้อมูลในเชิงเทคนิคเห็นว่าว่าทำได้ก็จริง  ติดปัญหาตรงที่ราคาที่แพงกว่า ทั้งที่ความจริงทนกว่า  แต่ระเบียบจากทางราชการต้องหาราคาที่ถูกที่สุด   และการนำยางมาผสมแอสฟัลต์ยังไม่อยู่ในทีโออาร์อีกด้วย  ดังนั้น จึงต้องเป็นเชิงนโยบายให้กำหนดชัดเจนลงไปเพื่อให้กรมทางหลวงชนบท  ทางหลวงแผ่นดิน   รวมทั้งถนนที่ดูแลรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย
    
               การที่ ครม.มีมติรับทราบและเห็นชอบผลงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์ และยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑา ก็ถือว่าเป็นการจุดประกายอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าการแปรรูปยางพาราภายในประเทศได้เริ่มแล้ว และอนาคตอาจขยายถึงการสร้างถนน แต่ที่น่าเป็นห่วงกลัวว่า จะเป็นเพียงรับทราบและเห็นชอบเท่านั้น แต่ในเชิงปฏิบัติอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้