
ดอกไม้บาน หวานเมืองปัว ที่ไม่ poor
11 ม.ค. 2558
ท่องไปกับใจตน : ดอกไม้บาน หวานเมืองปัว ที่ไม่ poor : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]
ภาพดอกไม้นานาพันธุ์ที่คัดสรรมาประกอบ “ท่องไปกับใจตน” ฉบับนี้ ผมถ่ายไว้จากการเดินทางไป 1 ทริปเท่านั้น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นเหตุให้ผมเจาะจงเขียนเรื่องนี้ในเดือนมกราคม 2558 เผื่อท่านผู้อ่านเกิดแรงบันดาลใจ อยากไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้บ้าง จะได้มีเวลาวางแผนแต่เนิ่นๆ สำหรับฤดูดอกไม้บาน หวานเพลงรัก ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้านี้แล้ว
ผมหมายถึงฤดูดอกไม้บานที่ อ.ปัว หรือ เมืองปัว จ.น่าน ซึ่งบังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่า “poor” ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าอัตคัดขัดสน แต่ในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้าม ปัวเป็นเมืองที่มั่งคั่งทางวัฒนธรรม มีประวัติความเป็นมายาวนาน จนกล่าวได้ว่าอารยธรรมน่านที่ใครต่อใครชื่นชมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นที่เมืองปัว หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วรนคร” หรือนครอันประเสริฐ ซึ่งเคยมีสถานะเป็นศูนย์กลางของนันทบุรีศรีนครน่าน แห่งอาณาจักรล้านนาตะวันตก ก่อนที่จะย้ายมาตั้งที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง เมื่อ 650 กว่าปีก่อน จนกลายเป็น อ.เมือง จ.น่าน ในปัจจุบัน
ในทางธรรมชาติ เมืองปัวมีเทือกเขาภูดอยและป่าไม้อุดมสมบูรณ์ จนเป็นที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานแห่งพันธุ์ไม้ที่วงการพฤกษศาสตร์โลกจับตามอง ด้วยเป็นที่ยอมรับกันว่า พันธุ์ไม้ยืนต้นในสกุล Bretschneideraceae ซึ่งสูญหายจากถิ่นกำเนิดในเวียดนามตอนเหนือ และจีนตอนใต้มานานแล้ว แต่กลับค้นพบในปี 2532 ว่ายังหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลกคือที่ดอยภูคา ภูหนึ่งในทิวเขาแดนลาว ปลายสุดทางทิศตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย และเป็นต้นธารแห่งลำน้ำน่าน แควหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา พันธุ์ไม้ชนิดนี้ผลิดอกเป็นช่อสีชมพูงามตา ดร.ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์ กรมป่าไม้ ผู้ค้นพบ จึงตั้งชื่อภาษาไทยว่า “ชมพูภูคา”
จำได้ดีว่าปี 2533 เมื่อผมไปค้นหาต้นน้ำน่าน เป็นส่วนหนึ่งของสารคดีโลกสลับสี ชุด “แม่น้ำเจ้าพระยา” ชมพูภูคาจึงเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของสารคดีอย่างปฏิเสธมิได้ แต่เวลานั้น ชมพูภูคายังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทางอุทยานแห่งชาติดอยภูคาจึงเปิดเผยต่อสาธารณชน ว่าค้นพบเพียงต้นเดียวที่อยู่ริมถนนสายปัว-บ่อเกลือ “ส่วนอีก 5 ต้นที่พบในป่าด้านหลังที่ทำการ ขอไว้ก่อนนะครับ ขอให้เราเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสำเร็จ ให้แน่ใจว่าเขารอดตายแน่แล้ว ค่อยเปิดเผย” เจ้าหน้าที่บอกกึ่งขอร้องผม แต่เพราะต้นริมถนนนั้นถูกควันจากท่อไอเสียรถยนต์ จนไม่สดใสเท่ากลุ่ม 5 ต้นในป่า การทำสัญญาสุภาพบุรุษจึงเกิดขึ้น
“ขออนุญาตถ่ายทำทั้งสองจุดครับ โดยโคลสอัพดอกชมพูภูคาชัดๆ จากกลุ่ม 5 ต้น แต่ใช้เทคนิคตัดต่อให้คนดูเข้าใจว่าเป็นช่อดอกของต้นใหญ่ริมถนน” เราคิดค้นวิธีไม่บอกความจริงกับคนดูอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะยามนั้น การอยู่รอดของชมพูภูคาสำคัญกว่าสิ่งใด
จากวันนั้นถึงวันนี้ เกือบ 25 ปีผ่านพ้น หยิบเรื่องนี้มาเล่า เพราะชมพูภูคาปลอดภัยแล้ว และ “ต้นสวยทั้งห้า” ก็อยู่ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่ทางอุทยานอนุญาตให้ทุกคนไปชมได้นานแล้ว คุณปู่ภูคาต้นใหญ่ริมถนน ก็ถูกฟ้าผ่าล้มไปแล้ว โดยมีต้นลูกต้นหลานผลิช่อชูดอกสีชมพูสดใสขึ้นแทนที่ ผมดีใจที่เห็นผู้คนพากันไปดูชมพูภูคา ทว่า ใจหายอยู่นิดหนึ่ง ที่ระยะหลังเห็นภูเขาหัวโล้น นับวันจะคืบคลานมาใกล้ผืนป่าภูคามากขึ้นเรื่อยๆ หวังใจว่าในอนาคต หากจะมีการทำสารคดีเกี่ยวกับพันธุ์พืชที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลกอย่างชมพูภูคา ก็ปรารถนาว่าจะไม่ต้องมีการใช้เทคนิคตัดต่อเพื่อหลอกคนดูอีก เพราะนั่นหมายถึงชมพูภูคากลับไปอยู่ในสถานะเสี่ยงตายอีกครั้ง!
ดอกชมพูภูคาผลิบานปีละครั้ง ผมจำง่ายๆ ว่าถึง 14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์เมื่อไร ดอกชมพูภูคาก็จะเริ่มบาน และสวยสะพรั่งสุดๆ ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ถึงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม จากนั้นก็จะค่อยๆ โรยราไป เช่นเดียวกับ “เสี้ยวดอกขาว” หรือเสี้ยวป่าดอกขาว ออกดอกดกมาตั้งแต่ปลายฝนต้นหนาว ราวพฤศจิกายน จนเข้าสู่ฤดูร้อนแล้งราวเดือนมีนาคม แม้ใบจะปลิดปลิวร่วงหล่น แต่ดอกสีขาวซ่อนม่วงไว้ภายใน ยังโดดเด่นเป็นสง่าราวนางพญากลางป่าแล้ง ในขณะที่ “กุหลาบพันปี” (Rhododendron) สีบานเย็นกำลังเฉิดฉายอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ บ่งบอกว่าดอยภูคาคือส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของ Rhododendron หลากหลายสายพันธุ์
ฤดูดอกไม้บานที่เมืองปัวมิได้มีแต่ดอกไม้ป่า ผมพบว่ายามนั้น สองฟากฝั่งทางหลวงหมายเลข 1080 โดยเฉพาะช่วงรอยต่ออำเภอท่าวังผากับอำเภอปัว ก็กำลังเหลืองอร่ามด้วย ดอกเหลืองอินเดีย สายพันธุ์หนึ่งของ “ตาเบบูญาเหลือง” คู่เคียงกับ “ตาเบบูญาชมพู” อย่างต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่เรารู้จักกันดี ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเมืองปัวนั้นแสนสุนทรียะ และหากยังมีเวลา แนะนำให้ซอกแซกเข้าไปตามชุมชนชาวไทยลื้อในเมืองปัว ไปดูวัดฝีมือช่างพื้นบ้าน แต่คว้ารางวัลระดับชาติ อย่างรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น และรางวัลกินรี หรือรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมาแล้ว อย่างวัดร้องแง ต.วรนคร อ.ปัว และวัดต้นแหลง ต.ไชยวัฒนา อ.ปัว แต่ถ้าสนใจอยากดู ต้นดิกเดียม ต้นไม้ที่ถูกลูบคลำแล้วลำต้นสั่นไหวคล้ายคนจั๊กกะจี้ จั๊กกะเดียม ก็ให้ไปดูที่วัดปรางค์ ต.ปัว อ.ปัว ได้เลย
สรุปแล้ว อ.ปัว นั้นไม่ poor หากแท้ที่จริง กลับมั่งคั่งทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม สอดคล้องกับการตีความของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือคุณวชิรบรรพต เมืองย่าง ที่วิเคราะห์ว่าชื่ออำเภอ “ปัว” มาจากคำว่า พลัว หรือ พลว (อ่าน พะ-ละ-วะ) ซึ่งเป็นภาษาบาลี แปลว่ามีกำลัง จริงหรือไม่ เชิญชวนไปพิสูจน์กันนะครับ
------------------------
(ท่องไปกับใจตน : ดอกไม้บาน หวานเมืองปัว ที่ไม่ poor : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])



