ไลฟ์สไตล์

แนะวิธีรักษาอาการปวดใบหน้า

แนะวิธีรักษาอาการปวดใบหน้า

09 ม.ค. 2558

สังคม : แนะวิธีรักษาอาการปวดใบหน้า

 
           อาการปวดใบหน้า ลักษณะคล้ายโดนเข็มทิ่มแทง หรือโดนไฟช็อต แม้จะไม่ใช่โรคภัยที่อันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ป่วยหลายรายไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงทำให้เกิดการรักษาแบบผิดๆ แต่ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ทำให้เราทราบว่า อาการปวดใบหน้าเกิดจากเส้นประสาทรับความรู้สึกของใบหน้าคู่ที่ 5 โดนกดทับโดยเส้นเลือดในสมอง และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด
 
           นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาประสาทวิทยา โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดเผยว่า คอาการปวดใบหน้า ไม่มีชื่อเฉพาะเป็นภาษาไทย แต่ทางการแพทย์มักนิยมเรียกกันว่า “กลุ่มอาการปวดใบหน้า” โดยมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือมีอาการปวดที่ใบหน้า (มักเป็นเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น) เป็นต้นว่า ปวดบริเวณเหนือคิ้ว ปวดบริเวณใต้มุมปากลงมา หรือปวดบริเวณแก้มหรือหน้าหู ในบางรายจะปวดด้านในของปาก หรือเหงือก โดยเฉพาะเวลาแปรงฟัน หรือในบางรายอาการปวดอาจแตกต่างออกไป เช่น ปวดหน้าใบหู ปวดเวลาเคี้ยว (ทำให้ต้องแยกออกจากโรคขากรรไกรอักเสบ) เป็นต้น ซึ่งลักษณะการปวดมักเป็นเหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดรุนแรง ปวดเสียว ปวดร้าวเหมือนไฟดูด หลายรายปวดจนน้ำตาไหล บางรายแม้แต่ลมพัดโดนหน้าก็จะปวดเสียวอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าออกสังคม ซึ่งในกลุ่มนี้มักมีปัญหาในการวินิจฉัย เพราะแพทย์จะลังเลที่จะตัดสินใจว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่
 
           ความรู้ทางการแพทย์ทำให้ทราบว่า โรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่รับความรู้สึกของใบหน้าคู่ที่ 5 โดนกดทับโดยเส้นเลือดในสมอง เมื่อเส้นเลือดสมองไปพาดอยู่บนเส้นประสาทดังกล่าว เส้นเลือดที่มีการเต้นตามจังหวะชีพจรก็จะไปกระแทกเข้าที่เส้นประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้นที่เส้นประสาทอยู่ตลอดเวลา ผลก็คือ ผู้ป่วยเกิดการไวต่อการตอบสนองของความรู้สึกที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ามากเกินไป จนตามด้วยอาการเจ็บปวด ในบางรายพบว่ามีเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทคู่ที่ 5 ดังนั้น  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดใบหน้าทุกรายจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอ็กซ์เรย์สมองอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งหากเป็นไปได้ควรตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์แม่เหล็ก
 
           "ในศูนย์การแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ได้เปลี่ยนแนวคิดการรักษาโรคนี้จากการกินยา เป็นการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์ระบบประสาทจะทำการผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท การผ่าตัดโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และเครื่องมือในระดับจุลศัลยกรรมสมอง ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 จะดีขึ้นแทบจะทันทีหลังผ่าตัด บางรายหายขาด บางรายอาจยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ แต่สามารถคุมได้ด้วยยาเพียงเล็กน้อย มีบางรายอาจกลับมาเป็นอีก การผ่าตัดดังกล่าวในทางการแพทย์เรียกว่า "ไมโครวาสคูล่าร์ ดีคอมเพรสชั่น" การทำจุลศัลยกรรมในปัจจุบันสำหรับโรคนี้สามารถทำได้โดยการลงแผลผ่าตัดด้านหลังใบหูยาวเพียง 2-3 เซนติเมตร ใช้เวลาผ่าตัดประมาณไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เกือบร้อยละ 80 จะหายปวดใบหน้าแทบจะทันทีหลังผ่าตัด และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วัน” ผู้เชี่ยวชาญแนะ