
7 โรคผิวหนังที่พบบ่อยมากขึ้นในฤดูหนาว
08 ม.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : 7 โรคผิวหนังที่พบบ่อยมากขึ้นในฤดูหนาว
สายลมแห่งฤดูหนาวไม่ได้ทำให้ผิวสาวๆ แห้งกร้านได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังมี 7 โรคผิวหนังที่พบบ่อยมากขึ้นในฤดูหนาวอีกด้วย
1.โรคสุกใส ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่แล้วมักจะมีอาการรุนแรง และมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าในเด็ก โรคสุกใสเกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อโดยการหายใจ หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสหรืองูสวัดโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร นำมาก่อน ต่อมาจึงเริ่มมีเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสขึ้น มักเริ่มขึ้นที่หนังศีรษะตามไรผมก่อนแล้วจึงลามไปที่ใบหน้า ลำตัว แขนและขา
2.งูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดสุกใส (Varicella virus) ติดต่อได้โดยการสัมผัส และทางการหายใจ การติดเชื้อสุกใสครั้งแรกจะมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และตุ่มใสกระจายทั่วตัว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ผื่นหายเองใน 2 สัปดาห์ แต่ในบางคนเชื้อสุกใสจะหลบเข้าไปตามเส้นประสาท ปมประสาทรับความรู้สึก โดยจะอยู่แบบไม่แบ่งตัว ไม่ทำให้เกิดโรค แต่เมื่อภูมิคุ้มกันโรคลดลง ไวรัสที่แฝงอยู่จะก่อให้เกิดอาการไข้ และปวดรุนแรงตามแนวยาวของปมประสาทโดยจะพบเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสเป็นแนวด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย มักจะมีอาการปวดแปลบบริเวณเส้นประสาทร่วมด้วย
3.เริม เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Herpes (HSV-1/ HSV-2) เริมจะมีลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำขนาดเล็ก มีขอบแดง แต่ไม่เรียงตามแนวเส้นประสาท พบได้บ่อยที่บริเวณริมฝีปาก อวัยวะเพศ และก้น การติดเชื้อครั้งแรกมักจะมีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมีการอักเสบ ผู้ที่เคยเป็นโรคเริมแล้ว จะมีโอกาสเป็นซ้ำในตำแหน่งเดิมได้บ่อย โดยมีสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดซ้ำ คือภาวะเครียด มีภูมิต้านทานร่างกายต่ำลงพักผ่อนไม่เพียงพอ เริมสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสตุ่มน้ำหรือแผล และเพศสัมพันธ์
4.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคที่พบได้ทุกฤดู แต่ในช่วงฤดูหนาวผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เนื่องจากอากาศหนาวผิวจะยิ่งแห้ง เพราะความชื้นในอากาศต่ำ อากาศแห้ง เย็น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันผิวหนังรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยมักจะเกา ซึ่งการเกาอาจจะทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ดังนั้น ในผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ครีมทาผิวให้ชุ่มชื้นมากๆ เพื่อป้องกันการเกิดผื่นมากขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะมีลักษณะผื่นเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก มักเป็นที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา และซอกคอ
5.ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis) เป็นผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู และหนังศีรษะ เนื่องจากอากาศในฤดูหนาวทำให้ผิวแห้งจึงทำให้ผื่นชนิดนี้มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น
6.โรคหัด มักจะเป็นในเด็กเล็กอายุ 1-4 ปี จนกระทั่งถึงระดับประถม มักจะมีอาการไข้สูง ไอมาก ตาแดง ต่อมามีผื่นแดงขนาดเล็กๆ ขึ้นทั่วตัว แขน และขา โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจการป้องกันโรคหัด คือต้องรักษาสุขภาพให้ดี ในฤดูหนาวอากาศเย็นควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น แต่วิธีป้องกันที่ดีที่สุดและเด็กทุกคนควรทำคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด
7.โรคหัดเยอรมัน ผู้ป่วยมักมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นที่หน้า คอ ลำตัว แขน และขา ผื่นมักขึ้นเต็มตัวภายในระยะเวลา 1 วัน และผื่นมักจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ ในเด็กทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน
รู้อย่างนี้แล้ว หนาวนี้นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ และการสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น ก็อย่าลืมเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วย สุขภาพร่างกายของคุณจะได้แข็งแรงตลอดฤดูหนาว
พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนัง
โรงพยาบาลเวชธานี



