ไลฟ์สไตล์

ดูแลสุขภาพ : ปวดไหล่

ดูแลสุขภาพ : ปวดไหล่

05 ม.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : ปวดไหล่

 
                           ไหล่ของคนเรา ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น คือ
 
                           1. กระดูกไหปลาร้าส่วนปลาย
 
                           2. กระดูกสะบัก
 
                           3.หัวกระดูกต้นแขน
 
                           หัวกระดูกต้นแขนนี้ จะมีลักษณะกลมต่อเข้ากับบริเวณแอ่งของกระดูกสะบัก โดยจะมีกระดูกไหปลาร้า ซึ่งเชื่อมต่อกับกระดูกสะบักส่วนบนเป็นหลังคาคุ้มกันให้ จากนั้นเส้นเอ็นจะทำหน้าที่ในการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ข้อไหล่และปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยทำให้แขนเกิดการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ 
 
                           โดยปกติข้อไหล่จะมีการเคลื่อนไหวมาก ธรรมชาติจึงสร้างถุงน้ำมา เพื่อช่วยในการรองรับน้ำหนักและการลดการเสียดสีของเนื้อเยื่อภายในข้อ ทำให้ข้อไหล่สามารถเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง อาการเจ็บหรือปวด บริเวณข้อไหล่หรือยกแขนข้างนั้นขึ้นไม่สุด ถ้าเป็นมากจะใช้มือข้างนั้นหวีผมหรือไขว้หลังไม่ได้
 
 
สาเหตุของอาการปวดไหล่ที่พบได้บ่อย 
 
 
ข้อไหล่หลุด
 
                           มักเกิดจากอุบัติเหตุโดยเกิดการกระแทกที่บริเวณไหล่โดยตรงสามารถเห็นได้ชัด เพราะมีอาการปวดมากจนไม่สามารถขยับไหล่ได้ มองเห็นไหล่ผิดรูปอย่างชัดเจน เกิดการบวมโดยทันที
เอ็นข้อไหล่ฉีกขาด
 
                           จะมีอาการปวดยอกในขณะที่มีการเคลื่อนไหวและเอ็นเกิดการฉีกขาด ซึ่งในกรณีนี้หากได้พักข้อไหล่อย่างเพียงพอ อาการดังกล่าวสามารถหายได้ภายใน 1 เดือน
 
 
กระดูกหัก
 
                           อาการจะรุนแรงเด่นชัด ปวดมากและเขียวช้ำ ต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อดามกระดูกโดยทันที
 
 
ข้อไหล่ติดแข็ง
 
                           ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดการบาดเจ็บของข้อไหล่ในสาเหตุต่างๆ แล้วไม่ได้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย เนื่องจากผู้ป่วยปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องในระหว่างการรักษา
 
 
การปฏิบัติตัวในขณะที่มีอาการปวดไหล่
 
                           - ในกรณีที่ปวดมาก ควรพักการใช้ข้อไหล่ และใช้ผ้าคล้องแขนห้อยคอประมาณ 2-3 วัน
 
                           - เมื่อเริ่มปวดควรประคบไหล่ด้วยถุงน้ำแข็งวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที
 
                           - ห้ามบีบ นวด หรือดัดข้อไหล่ที่กำลังปวด เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
 
                           - ไม่ควรนอนทับไหล่ข้างที่ปวดเป็นเวลานาน
 
                           - ห้ามใช้แขนข้างที่ปวดยกหรือหิ้วของหนัก เพราะจะทำให้ไหล่ถูกดึงรั้งเกิดการอักเสบได้ง่าย
 
                           - ห้ามกางแขน โหน หรือใช้แขนเหนี่ยวนานเกินควร เนื่องจากเป็นท่าที่สามารถทำให้หัวไหล่หลุดได้ง่าย
 
                           - ควรเริ่มบริหารข้อไหล่ เมื่ออาการปวดทุเลาลง โดยเริ่มต้นทำช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละครั้งก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถเคลื่อนไหวหัวไหล่ได้เป็นปกติ
 
                           - ออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อไหล่อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
 
                           - กรณีที่มีอาการปวดรุนแรงมากหรือสงสัยว่ามีอันตราย ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อโดยทันที
 
 
การป้องกันอาการปวดไหล่
 
                           การป้องกันการปวดไหล่ที่ดีที่สุด คือ การบริหารข้อไหล่เพื่อที่จะรักษาทิศทางของการเคลื่อนไหวให้เป็นไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวและราบรื่นมากที่สุด การบริหารข้อไหล่อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ข้อไหล่ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวข้อ ทั้งยังสามารถป้องกันและรักษาอาการปวดของข้อไหล่ได้ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย
 
 
การบริหารข้อไหล่
 
                           ควรบริหารข้อไหล่หลังจากที่อาการอักเสบหมดไปแล้ว เพื่อป้องกันการเจ็บปวดและขณะที่บริหารอาจทำให้มีอาการปวดหรือรู้สึกขัดบ้างเมื่อหยุดพัก อาการดังกล่าวจะหายไปเอง 
 
 
การบริหารข้อไหล่ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลดีแก่ผู้ปฏิบัติเอง สำหรับท่าพื้นฐานมีดังต่อไปนี้
 
 
1. ท่าแกว่งแขน
 
                           - ให้นอนคว่ำบนเตียงสูงหรือแคร่หรือยืนก้มตัวก็ได้
 
                           - ปล่อยให้แขนข้างที่เจ็บห้อยลงค่อยๆ แกว่งแขนไปข้างหน้าและข้างหลังโดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อ
 
                           - ให้ใช้แรงเหวี่ยงแบบลูกตุ้มนาฬิกา แกว่งให้แรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือถือน้ำหนักด้วยจะช่วยให้มีแรงเหวี่ยงมากขึ้น
 
 
2. ทำไต่ฝาผนัง
 
                           - ยืนหันหน้าเข้าหาผนัง ห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต
 
                           - ใช้มือทั้งสองแตะผนังและพยายามไต่ผนังให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
 
                           - ถ้าทำได้สูงมากพอแล้วเอาแขนลง ก้าวเท้าชิดผนังเข้าไปอีก เพื่อทำท่าต่อไป
 
 
3. ท่าไต่ผนังด้านข้าง
 
                           - ยืนหันข้างให้ผนัง ยกมือข้างที่เจ็บไต่ผนังให้สูงที่สุด ไม่ต้องยกไหล่ตาม ลำตัวตรง
 
 
4. ท่ามือไขว้หลัง
 
                           - ยืนหันหน้าเข้าหาผนังโดยให้ตัวชิดผนัง
 
                           - ใช้มือข้างที่ไม่เจ็บไขว้ไปด้านหลังแล้วไต่ตามแนวกระดูกสันหลังขึ้นไปให้สูงที่สุด ค้างไว้แล้วเอาลง
 
 
5. ท่ายกไม้
 
                           5.1 ท่ายกไม้ด้านหน้า
 
                           - ใช้อุปกรณ์ไม้กลมขนาดความยาวพอให้มือทั้งสองข้างจับได้
 
                           - ใช้มือทั้งสองข้างจับไม้ไว้ ยกขึ้นเหนือศีรษะตรงๆ ทางด้านหน้าให้สูงที่สุดแล้วยกลง
 
                           5.2 ท่ายกไม้ด้านหลัง
 
                           - ใช้อุปกรณ์ไม้กลมอันเดิม ใช้มือทั้งสองข้างจับไม้ไว้ ยกแขนขึ้นทางด้านหลังแล้วยกลง
 
                           5.3 ท่ายกไม้ด้านซ้าย-ขวา
 
                           - ใช้มือทั้งสองข้างจับไม้ไว้ แล้วยกไม้ขึ้นสูง
 
                           - เอียงไปทางซ้าย ตั้งตัวตรง แล้วย้ายไปทางขวา
 
                           5.4 ท่ามือไขว้หลังจับไม้
 
                           - ใช้มือข้างซ้ายจับปลายไม้ด้านหนึ่งไว้
 
                           - ไขว้มือไปด้านหลัง ให้ปลายไม้อีกด้านหนึ่งตั้งขึ้น ท่อนไม้ชิดแผ่นหลัง มืออีกข้างหนึ่งอยู่เหนือศีรษะ จับปลายไม้อีกด้านหนึ่งไว้แล้วยกขึ้นลง
 
 
 
 
 
โรงพยาบาลศิครินทร์