
ระวังตัวอย่างไรท่ามกลางสงครามไซเบอร์
04 ม.ค. 2558
ระวังตัวอย่างไรท่ามกลางสงครามไซเบอร์
แม้ปีเก่าจะผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 เป็นบทเรียนที่ดีในการเรียนรู้การป้องกันตัวจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ ที่มีอันตรายและความเสี่ยงต่อการปะทุมากกว่าสงครามที่ใช้กำลังทหารและอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน สงครามไซเบอร์ที่ใช้เหล่าแฮ็กเกอร์มือดีเจาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป้าหมายเพื่อทำการโจมตีในทางใดทางหนึ่งนั้นถูกยกระดับให้เป็นสงครามระหว่างประเทศที่มีรัฐบาลของแต่ละประเทศอยู่เบื้องหลัง และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนถึงผลของสงครามไซเบอร์ เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในช่วงปลายปี 2557 นี้เอง เมื่อมีแฮ็กเกอร์มือดีที่ประเทศตะวันตกเชื่อมั่นว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ เจาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทโซนี่ พิคเจอร์ส และนำเอาข้อมูลพนักงานกว่า 47,000 คน ข้อมูลส่วนตัวของดารา รวมทั้งภาพยนตร์ที่ยังไม่ได้ฉายของโซนี่ พิคเจอร์ส ทำให้น้ำหนักของความเกรงใจเกาหลีเหนือของสหรัฐอเมริกา และประเทศตะวันตกเพิ่มขึ้นมาก
แต่ขณะเดียวกันก็มีกระแสการเตรียมพร้อมเพื่อตอบโต้เกาหลีเหนือที่สหรัฐปักใจเชื่อว่าเป็นผู้ก่อเหตุครั้งนี้ โดยมีการเตรียมกำลังนักรบไซเบอร์ รวมทั้งนักรบที่ใช้อาวุธ พร้อมทำการล้างแค้นไปพร้อมๆกัน
ก่อนหน้านี้ ก็มีกรณีการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านด้วยไวรัส สตุกซ์เน็ท ที่ทำให้เครื่องเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านเสียหายไปหลายตัว ตัดทอนศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ลงไป โดยนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยฟันธงว่าไวรัสตัวนี้เป็นฝีมือการสร้างโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
ขณะที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ตภัยคุกคามก็จะรุนแรงขึ้นตามลำดับของเทคโนโลยีที่ก้าวขึ้นไป และพลเมืองเน็ตทั่วโลกก็ยากจะหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามไซเบอร์ระหว่างรับต่อรัฐ หรือจากเหล่าแฮ็กเกอร์ที่หวังตักตวงผลประโยชน์จากการเอาเปรียบผู้อื่น โดยในปีหน้า มีการคาดการณ์จากค่ายฟอร์ติเน็ต ภัยคุกคามทางไซเบอร์จะเพิ่มมากขึ้น มีการสูญเสียรายได้และชื่อเสียงองค์กร แฮ็กเกอร์แบล็กแฮทจะซับซ้อนมากขึ้น
ภัยคุกคามจะมาในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่มัลแวร์ประเภท Blastware จะทำลายระบบ ลบข้อมูล และปกปิดรอยการแฮ็ก Blastware คือ เทรนด์มัลแวร์ประเภททำลายล้าง (Self-destruct mechanisms) ชนิดใหม่ ที่เกิดตามหลังพวก Scareware และ Ransomware ที่ช่วยแฮ็กเกอร์ทำลายระบบรวบรวมข้อมูลที่ต้องการและลบข้อมูลที่อยู่ในระบบต่างๆ และฮาร์ดดราฟเพื่อปกปิดรอยการแฮกของตน ฟอร์ติการ์ตแล็บส์สังเกตพบ Blastware แรกในปี 2014 ชื่อ Dorkbot/NGRbot ที่แฮ็กเกอร์สามารถใส่รหัสในตัว โดยถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะทำลายตัวเองลงและลบข้อมูลทั้งหมดบนฮาร์ดไดรฟ์ลงทันที นอกจากนี้ฟอร์ติเน็ตคาดการณ์ว่า พวกนักพัฒนาภัยคุกคามสมัยใหม่ (Advance Persistent Threat: APT) จะสร้างกลไกที่มีคุณสมบัติทำลายตัวเองที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อหาและทำลายสิ่งที่เป็นกฎการบังคับใช้ด้านความปลอดภัยเครือข่ายต่างๆ และอาจใช้กลไกการทำลายตัวเองในกิจกรรมเฉพาะกิจมากขึ้น เช่นในการทำลายข้อมูลและร่องรอยในการขู่ หากไม่ได้รับค่าไถ่ในเวลาที่กำหนด
แฮ็กเกอร์หาช่องทางเลี่ยงกฎหมายและสร้างกลลวงให้หลงทางในขณะที่อาชญากรรมบนไซเบอร์เพิ่มขึ้น ยิ่งมีการออกกฎบังคับใช้และการลงโทษผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเหล่าแฮ็กเกอร์จึงระมัดระวังตนและหาทางหลบเลี่ยงการโดนจับกุมมากขึ้นในปัจจุบันนี้ การรุกรานจะโจมตีไปที่การทำงานด้านแอนตี้ไวรัสและ Intrusion prevention/antibotnet และในปี 2015 ฟอร์ติเน็ตคาดว่าจะเกิดเทคนิคการรุกรานขั้นสูงขึ้นมาก มีการรุกรานจะโจมตีไปที่การทำงานประเภท Sandbox (หลุมทรายคือ การทำจำลองหรือแยกออกมาจากสิ่งที่ใช้งานจริง) และเป็นไปได้ว่าแฮ็กเกอร์จะตอบโต้ด้วยการสร้างกลลวงขัดขวางการสืบสวนและจงใจสร้างหลักฐานลวงที่ชี้ไปที่ผู้โจมตีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์จะกลายเป็นอินเทอร์เน็ตออฟเทร็ดส์ (Internet of Threats: IoT) ในปี 2014, เราได้เห็นภัยที่ทุกคนสนใจคือ Heartbleed (การที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำหลักได้จากระยะไกล) และ Shellshock (เป็นช่องโหว่ประเภทหนึ่ง) ที่มุ่งหาช่องโหว่บนเซิร์ฟเวอร์และทำลาย เมื่อมองไปในปี 2015 เราจะเห็นเทรนด์ที่น่าตกใจมากขึ้น เราอาจเห็นพวกแฮ็กเกอร์แบล็กแฮทพยายามรุกรานที่อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์มากขึ้น ซึ่งน่าจะมุ่งโจมตีไปที่อุปกรณ์ที่มีระบบอัตโนมัติที่ใช้ในครัวเรือน และระบบด้านความปลอดภัยของครัวเรือนรวมทั้งเว็บแคมต่างๆ และในสิ่งแวดล้อมประเภทองค์กรนั้น แฮ็กเกอร์น่าจะมุ่งไปที่เครือข่ายการจัดเก็บข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงอยู่และเราเตอร์ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
ยังคงมีปัญหาด้านการปฏิเสธการให้บริการและข้อมูลรั่วไหลต่อไป ปี 2014 ถือเป็นปีที่เรียกว่า "ปีแห่งข้อมูลรั่วไหล” ที่เราเห็นได้จากกรณีที่เกิดกับห้าง Target, Michaels, P.F. Changs และ Home Depot ทีมฟอร์ติการ์ตแล็บส์คาดว่า ยังจะเห็นภัยคุกคามนี้ต่อไปในปีหน้า โดยที่แฮ็กเกอร์จะยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และมองหาจุดด้อยของระบบด้านการเงินและด้านค้าปลีก ในช่วงปีใหม่ น่าจะเห็นภัยคุกคามเพิ่มขึ้นในพวกที่ทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการของกลุ่มสายงานการผลิตโรงงาน ระบบ ERP/SAP และระบบการจัดการด้านสาธารณสุขและอาคาร ซึ่งจะมีผลกับการยอมให้ข้อมูลของลูกค้าแก่ภัยคุกคามที่เข้ามา ทำให้รายได้หดหายและทำลายชื่อเสียงขององค์กรให้เสียหาย
ดังนั้น ควรติดต่อผู้ค้าอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมาช่วยสร้างเกราะป้องกันภัยคุกคาม ดังนี้ :
สร้างเกราะป้องกันที่ชาญฉลาด ผู้ค้าอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยล้วนมีอุปกรณ์ที่ฉลาดมากมาย แต่เทคโนโลยีต้องรวมความฉลาดเข้าไว้กับศักยภาพที่เป็นออโตเมติกนั้นด้วย ไม่ใช่พึ่งพิงอยู่กับการตัดสินใจของผู้ดูแลเครือข่าย และในปี 2015 ผู้ค้าอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและโซลูชั่นประเภท Managed security solutions ควรมีกระบวนการมาตรฐานการป้องกัน บริการกรองข้อมูล บริการเตือนล่วงหน้าหากข้อมูลของเขาจะรั่วไหล อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยนั้นจะต้องสามารถทำงานเชื่อมโยงเข้ากันได้ระหว่างอุปกรณ์ต่างประเภทกันได้อย่างราบรื่น
โต้ตอบต่อสถานการณ์เชิงรุกการโต้ตอบต่อสถานการณ์ควรเป็นลักษณะเชิงรุกเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นการเลือกผู้ค้าอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่มีทีมที่สามารถช่วยโต้ตอบต่อสถานการณ์ควรเป็นลักษณะเชิงรุกและต้องเป็นทีมที่ทุ่มเทด้านการวิจัยด้านภัยคุกคามเป็นสิ่งที่สำคัญมากนอกจากนี้ การใช้วิธีการระบุตัวตนแบบสองชั้นที่แข็งแกร่ง เป็นวิธีที่นิยมต่อไปมากในปี 2015



