ไลฟ์สไตล์

ย้อนอีกครั้งที่ 'ห้วยฮ่องไคร้' ชมกิจกรรมในวันลมหนาว

ย้อนอีกครั้งที่ 'ห้วยฮ่องไคร้' ชมกิจกรรมในวันลมหนาว

04 ม.ค. 2558

ท่องโลกเกษตร : ย้อนอีกครั้งที่ 'ห้วยฮ่องไคร้' ชมกิจกรรมในวันลมหนาว : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                               เมื่อเหมันตฤดูมาเยือนในช่วงปลายปีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ดูเหมือนว่าผู้คนต่างหลั่งไหลมุ่งหน้าสู่เมืองเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย เพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวเหน็บในบางช่วงตามยอดดอยต่างๆ ขณะที่ทีมงาน "ท่องโลกเกษตร" เลือกหวนกลับไปรับลมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ดอยสะเก็ด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตรอยต่อของ ต.ป่าเมี่ยง และต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่อีกครา หลังจากที่เคยไปสัมผัสมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เนื่องเพราะที่นี่ไม่เพียงแต่จะมีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นและได้ชมกับธรรมชาติที่งดงามเเท่านั้น หากที่นี่ยังมีกิจกรรมการฝึกและส่งเสริมอาชีพมากมาย 
 
                               ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บนถนนหลวง เส้นทางที่ 118 สายเชียงใหม่-เชียงราย ระยะทางประมาณ 27 กม.ที่ตั้งของศูนย์จะอยู่ด้านขวามือ ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 2 กม. และทันทีที่ไปถึง สุรัช  ธนูศิลป์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ออกมาต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปคร่าวๆ ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้ ได้ก่อกำเนิดจากการที่ได้รับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 ให้พิจารณาจัดตั้งขึ้นบริเวณป่าขุนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด มีขอบเขตพื้นที่โครงการประมาณ 8,500 ไร่  
 
                               ทั้งนี้มีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสมและเผยแพร่ให้ราษฎรนำไปปฏิบัติต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำการศึกษาการพัฒนาป่าไม้พื้นที่ต้นน้ำลำธารให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลักต้นทางปลายทาง ศึกษาด้านการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรอย่างแท้จริง  
 
                               พร้อมกันนั้นให้ผสมกับการศึกษาด้านการเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนมและด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ แล้วนำไปใช้ปฏิบัติอย่างได้ผลต่อไป ดั่งที่มีพระราชดำริว่าให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ทำหน้าที่เสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" หรืออีกนัยหนึ่งเป็น "สรุปผลของการพัฒนา" ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ขาดแหล่งน้ำ จึงมอบให้กรมชลประทานเป็นแม่งานใหญ่ 
 
                               หลังจากฟังบรรยายสรุปราว 20 นาที ระพีพล  ทับทิมทอง วิทยากรอาวุโสประจำศูนย์นำคณะไปดูงานภายในศูนย์ แต่เนื่องจากเวลาที่จำกัด ระพีพล นำคณะของเราดูงานเพียง 3 จุดเท่านั้น จุดแรกเป็นป่าเปียก 
 
                               สำหรับป่าเปียกแห่งนี้ ระพีพล บอกว่า เดิมทีเป็นสภาพป่าถูกทำลายจนเสื่อมโสม กรมชลประทานได้ขุดสระเพื่อเป็นแหล่งน้ำทั้งหมด 8 แห่ง กระจายในบริเวณโครงการ สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในกิจกรรมของงานศึกษาและพัฒนาด้านต่างๆ ได้ 3,313,500 ลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ที่ 1 สามารถเก็บได้ 143,080 ลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ที่ 2 เก็บน้ำได้ 511,500 ลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ที่ 7 เก็บได้ 430,000 ลูกบาศก์เมตร 
 
                               "พระองค์เป็นผู้ทรงอัจฉริยภาพสูงส่ง อย่างที่ตรงนี้ปลูกอะไรแทบจะไม่ขึ้นเลย เพราะไม่มีน้ำ พระองค์ทรงมีพระราชดำริทำเป็นป่าเปียก ซึ่งเป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ คือใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break) คือก่อสร้างและการกระจายน้ำไปทั่วพื้นที่แบบไส้ไก่ หรือก้างปลา และทำเหมืองแม้ว ในเขตพื้นที่พัฒนาป่าไม้ ด้วยระบบชลประทาน 1,6516 ไร่ วันนี้ไม่มีไฟไหม้ป่า  สภาพป่ามีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ดินเปลี่ยนสภาพจากดินร่วนปนทรายมีหินโผล่ เป็นดินที่มีสีดำมีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น เมื่อป่าสมบูรณ์ทำให้มีสัตว์ป่ามากมายมาอาศัย โดยเฉพาะนกยูงที่หายไปนานแล้ว ตอนนี้มีฟูงใหญ่มาก" ระพีพล กล่าว
 
                               วิทยากรอาวุโสประจำศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ บอกอีกว่า การศึกษาพัฒนาป่าไม้จะเน้นปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนคงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็นประโยชน์อย่างที่ 4 และพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลัก โดยต้นทางเป็นการศึกษาสภาพพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารและปลายทางเป็นการศึกษาด้านการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่างๆ ด้วย
 
                               จากป่าเปียกเรามุ่งหน้าสู่โครงการการเลี้ยงกบ มีทั้งกบนา และบูลฟร็อก โดยวิธีเกษตรธรรมชาติ โดยโครงการเลี้ยงกบเป็นที่ฝึกอาชีพให้แก่ผู้สนใจทั้งวิธีเลี้ยง การจัดการบ่อเลี้ยงกบ การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ การขยายพันธุ์กบ การอนุบาลลูกอ๊อด การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้อาหารเสริมจากธรรมชาติ พืชสมุนไพรท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงกบ และโรคกบและวิธีการป้องกัน โดยหลักสูตรนี้ระยะเวลาฝึกอบรม 1 วัน ซึ่งผู้ที่ฝึกอบรมสามารถนำไปปฏิบัติจริงให้เกิดอาชีพใหม่ได้ โดยกบนาใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ส่วนบูลฟร็อกใช้เวลาเลี้ยงราว 8-12 เดือน
 
                               สุดท้ายคณะของเราไปชมโครงการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ซึ่งทำง่าย รายได้ดี โดยมี พิชญาณ์ จันทร์เขียว นักวิชาการเกษตรประจำศูนย์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ต้อนรับ พร้อมกับบอกว่าโครงการเพาะเศรษฐกิจ ผู้ที่ไปอบรมจะเน้นเป็นการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะเห็ด โรคและแมลงศัตรูในการเพาะเลี้ยงเห็ด เทคนิคการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหัวลิง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหูหนู รวมถึงเห็ดฟาง ผู้ที่มาอบรมใช้ระยะเวลาฝึกอบรม 3 วัน
 
                               เราใช้เวลาเกือบครึ่งวันสำหรับการดูงานในครั้งนี้  หากใครสนใจกิจกรรมและการฝึกอาชีพที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ระหว่างวันที่ 23-29 มกราคม 2558 จะมี "งาน 32 ปี ศูนย์ห้วยฮ่องไคร้" ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย
 
 
 
 
 
----------------------------
 
(ท่องโลกเกษตร : ย้อนอีกครั้งที่ 'ห้วยฮ่องไคร้' ชมกิจกรรมในวันลมหนาว : โดย...ดลมนัส กาเจ)