ไลฟ์สไตล์

'ชีวาทาวเวอร์' คือ 'ของขวัญปีใหม่' ที่ดีที่สุด (I)

'ชีวาทาวเวอร์' คือ 'ของขวัญปีใหม่' ที่ดีที่สุด (I)

03 ม.ค. 2558

ตึกแถว+อพาร์ตเมนต์ไม่บาน : 'ชีวาทาวเวอร์' คือ 'ของขวัญปีใหม่' ที่ดีที่สุด (I) : โดย ... อาจารย์เชี่ยว

 
                               สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” คงมีความสุข สดชื่น สมหวัง กันไปทั่วถ้วนหน้าในช่วงแห่งการเริ่มต้นปีใหม่นี้ครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้แฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ให้ทำกันในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ คือ การให้ “ของขวัญปีใหม่” กับตัวเอง และอวยพรให้กับตัวเอง โดยขอให้ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีแห่งความสำเร็จ เป็นปีแห่งความสุข   สดชื่น สมหวัง สิ่งใดที่ใฝ่ฝันและคาดหวังไว้ในใจก็จะต้องเป็นจริงตามที่ฝันและสมหวังในปี “แพะ” นี้แหละครับ แต่แฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” จะวาดฝันหรือตั้งความหวังอย่างเดียวไม่ได้นะครับ จะต้องลอง “ลงมือทำดู” เพื่อให้สิ่งที่ใฝ่ฝันและคาดหวังไว้ประสบความสำเร็จ เป็นเสมือนการกำหนดทิศทางที่จะก้าวเดินต่อไป อย่างไม่ย่นย่อต่ออุปสรรค อาจมีท้อแท้บ้างในบางอารมณ์ แต่ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ ถึงจะล้มสักกี่ครั้งก็จะขอลุกยืนขึ้นสู้ใหม่จนกว่าจะประสพความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ  
 
                               ดังนั้น หากบรรดาแฟนๆ ชาว  “คนรักบ้าน” ให้ “ของขวัญปีใหม่” กับตัวเองคือมี “ความหวัง+ความฝัน” ที่ตั้งใจไว้อย่างไร ก็น่าจะถึงเวลาแล้วครับที่จะได้ลงมือทำกันอย่างจริงๆ จังๆ กันเสียที เพราะหากเอาแต่นั่งคิดนั่งฝันนั่งหวัง ไม่คิดที่จะลงมือทำอย่างไรเสียก็คงไม่มีโอกาสสำเร็จแน่ครับ ผมจึงมักจะย้ำเสมอครับว่า “ความฝัน+ความหวังนั้นเป็นของฟรี” ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด ขนาดของฟรีท่านยังไม่กล้าคิด กล้าฝัน กล้าหวัง ไม่กล้าลงมือทำ ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเราคงไม่มีสิ่งใดให้เกิดความภาคภูมิใจให้กับตัวเองและคนที่เรารักรอบข้าง ทำได้เพียงแค่นั่งรอเวลาที่สังขารจะล่วงเลยไปและจากไปจากโลกใบนี้ โดยไม่ทิ้งอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหรือประโยชน์ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังได้กล่าวขาน  และภาคภูมิใจครับ
 
                               ส่วน  “ความฝัน+ความหวัง”  ของผมในฐานะนักสถาปนิก, นักวิชาการ,  อาจารย์มหาวิทยาลัย,นักวางผังเมือง ที่โชคดีตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ของการทำงานได้มีโอกาสฝากฝีไม้ลายมือออกแบบอาคารบ้านเรือนน้อยใหญ่หลาย 1,000 หลัง, โครงการน้อยใหญ่หลาย 100  โครงการ  หากนับงบประมาณในการก่อสร้างรวมกัน ก็หลายพันล้านครับ แต่ที่สุดของ “ความฝัน+ความหวัง” ที่เป็น  “ของขวัญ” สำหรับสถาปนิกและนักวิชาการเล็กๆ อย่างผม คือการออกแบบอาคารและวางผังเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างมีคุณภาพไม่แออัดประมาณ 8,000-9,000 ครอบครัว บนพื้นที่ประมาณ 800-900 ไร่ เป็นเมืองเล็กๆ ที่บรรดาผู้คนในชุมชนนี้จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่าง “รู้รักษ์สามัคคี” และมีความสุข 
 
                               เป็นเมืองที่สะอาดและเขียวชอุ่มที่ไร้มลพิษ เป็นเมืองที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า มีการใช้พลังงานอย่างรู้เท่าทันและอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานลม  พลังงานแสงอาทิตย์  หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เป็นเมืองซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่สูงสุด แต่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด แต่ละครอบครัวมีบ้านหลังขนาดพอเหมาะ, พอดี, พอเพียง  ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป ไม่แสดงความมั่งคั่ง อวดร่ำอวดรวยจนเกินไป ดังนั้น บ้านที่ผมชื่นชอบจึงเป็นบ้านในสไตล์ เป็น “ทาวน์โฮมส์ + โฮมส์ออฟฟิศ” ที่มีความสูงขนาด 3-4 ชั้น บนพื้นที่ 30 ตารางวาโดยประมาณ มีลักษณะคล้ายคลึงกับตึกแถวในสไตล์  “ชิโนโปรตุกีส” โดยบริเวณด้านหน้าจะมีทางเดินเชื่อมถึงกันหมด  สามารถหลบแดดหลบฝน  ที่เรียกว่า “หง่อคาขี่”  คือ   “ทางเดินขนาด  5  ฟุต”  เหมือนตึกแถวเมื่อร้อยปีล่วงแล้วที่ สิงคโปร์ , ปีนัง,  มะละกา,  ภูเก็ต  ฯลฯ    
 
                               เพราะในส่วนตัวของผมเชื่อว่ายิ่งพื้นที่ส่วนตัวเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งมีพื้นที่ส่วนกลางมากเท่านั้น  ดังนั้นการที่มีบ้านหลังเล็กก็จะทำให้เมืองมีพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มขึ้น  เช่น สวนสาธารณะกว้างขึ้น  มีทะเลสาบใหญ่ขึ้น ฯลฯ  ทั้งมีระบบการระบายน้ำแบบเปิด  ใครขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมทิ้งของเสียลงไปก็จะรู้ทันที (ซึ่งใน “สิงคโปร์” ปัจจุบันก็มีระบายน้ำแบบเปิดโดยขุดเป็นคูคลองขนานกับแนวถนน)  ร่มรื่นด้วยพืชพันธุ์ไม้   และมีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลานานาชนิด   มีการ  “รีไซเคิล” นำเอาน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดแล้วกลับมาใช้อีกครั้ง    
 
                               นอกจากนี้ ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังมี  “ตลาดชุมชน”  ตั้งอยู่ในโซน “พาณิชยกรรม” และโซน “บริการ”  ที่เรียกว่า  “ Community  Mall” ที่ขายบรรดาข้าวของเครื่องใช้และขายพืชผัก,  ผลไม้, สมุนไพร, อาหารการกิน  ที่ปลอดสารพิษ  ที่เรียกว่า  “ออแกนิกส์”  ทั้งยังมีโซน “สปอร์ตคอมเพล็กซ์” สำหรับออกกำลังกาย ที่หลากหลาย  มีสนามกอล์ฟ,   สระว่ายน้ำ,  สนามเทนนิส,  สนามแบดมินตัน,  ลานออกกำลังกายและลู่จ๊อกกิ้ง ฯลฯ ผมจะเรียกเมืองนี้ว่าเป็นเมืองที่ถึงพร้อมด้วยความ “ความมั่งคั่ง”และ “ความสุข” ผมให้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า  “Wealth  and Wellness  City”   ซึ่งจะเป็นเมืองที่ล้ำยุคในทุกๆ ด้านของ “วิถีชีวิตที่ร่วมสมัย”  ครับ  
 
                               นอกจากนี้ ในย่าน “ศูนย์กลางเมือง” จะมี “ไฮไลท์”  คือ “ชีวาทาวเวอร์”  (Chiva Tower)  เป็น “ตึกระฟ้า” ที่เป็นทั้งออฟฟิศ, โรงแรม, เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์, ร้านค้า ฯลฯ  มีความสูง  129  ชั้น เพื่อที่จะบอกให้รู้ว่าในขณะที่คณะทำงานอันประกอบไปด้วยสถาปนิก, วิศวกรของชาว “คนรักบ้าน” กำลัง “อนุรักษ์+สืบสาน+พัฒนา” กลับไปค้นหา “ของดีมีอยู่”   ในศิลปะการใช้ชีวิตที่มั่งคั่งและมีสุขภาพดีในอดีต  กลับไปเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมการกิน+การอยู่แบบไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของ “ชาวตะวันออก” แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามเทคโนโลยีที่ทันสมัยและภูมิปัญญาของ “ชาวตะวันตก” เพราะอาคารสูงขนาดนี้ต้องใช้เทคโนโลยีทั้งสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมขั้นสูงสุด  เพราะต้องออกแบบให้สามารถต่อกรกับแผ่นดินไหว  แรงลม ฯลฯ  จึงทำให้การออกแบบระบบต่างๆ ที่สลับซับซ้อนทั้งทางวิศวกรรมและทางสถาปัตยกรรมซึ่งต้องทำด้วยความเข้าใจ ผมมี “ความฝัน+ความหวัง” ในใจลึก ๆ ว่าตึกระฟ้า  “ชีวาทาวเวอร์” แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของ  “Wealth  and Wellness  City”   ที่เป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก  ที่นักเดินทางทั่วโลกที่อยากมีสุขภาพดี   อยากเข้ามาสัมผัส  อยากเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพ  และอยากสัมผัสกับวิถีการกินอยู่อย่างไทย  ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย  สมุนไพรไทย  นวดแผนไทย  เป็น  “ของดีมีอยู่” ที่ถึงพร้อมด้วย “ประโยชน์+ ความสุข” แบบไทย    
 
                               นี่เป็นเพียงรายละเอียดคร่าวๆ ของความ  “ฝัน+หวัง” ของผมและคณะได้ลงมือทำอย่างเงียบๆ มา 8 ปีแล้วครับ  ได้มี  “การออกแบบเบื้องต้น” (Preliminary  Design) เป็น  “การศึกษาเปรียบเทียบ” ในรูปแบบที่หลากหลาย  ที่ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า  “Comparative  Study”  เป็นการเดินก้าวไปข้างหน้า   มีพัฒนาการอย่างช้าๆ   ชัดๆ แบบค่อยๆ   “เดินทีละก้าว  กินข้าวทีละคำ  ทำทีละอย่าง”  คิดแบบ  “พอเพียง”  ตามที่  “พ่อหลวง”  ได้ทรงสอนไว้  ซึ่งความ  “พอเพียง”  นั้นไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่างอัตคัดขัดสนยากจนข้นแค้นนะครับ แต่วาดฝันและคาดหวังถึง “ชีวาทาวเวอร์" ที่เป็น “ตึกสูงระฟ้าไม่บาน”  และ “Wealth  and Wellness  City”  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีนอกจากความมั่งคั่งร่ำรวยแล้วยังมีสุขภาพดีทั้งกายและใจครับ      
 
                               “ความฝัน+ความหวังอันเป็นของฟรี”  เป็น “ขวัญ+กำลังใจ” ที่จะมุ่งมั่นสร้างบ้านเมืองให้สวยงาม และที่สำคัญ คือ การได้มีโอกาส “ลองลงมือทำดู” เพียงแค่นี้ก็เป็นเสมือน  “ของขวัญ” ชิ้นสำคัญให้กับผมและคณะทำงานในปีใหม่นี้  แล้วท่านผู้อ่านละครับ “คิด+ฝัน” ว่าจะให้ “ของขวัญ” อะไรกับตัวเองบ้าง   
 
                               ก่อนจากกันไปในสัปดาห์นี้ขอส่งความสุข สดชื่น สมหวังตลอดปีใหม่ทุกท่านครับ   ในใจลึกๆ  ก็อยากให้ท่านเป็นเหมือนกับผมที่ช่างคิด, ช่างฝันและลงมือทำ  จะได้สุข  สดชื่น  สมหวังดังที่วาดฝันและคาดหวังไว้ครับ 
 
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(ตึกแถว+อพาร์ตเมนต์ไม่บาน : 'ชีวาทาวเวอร์' คือ 'ของขวัญปีใหม่' ที่ดีที่สุด (I) : โดย ... อาจารย์เชี่ยว)