
รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน"ใกล้ใจ"คนไกลเมือง
สปสช.มีข้อตกลงกับแพทย์ในกรุงเทพฯ เรื่องคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ ทำให้คนกรุงเทพฯสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในคลินิกเหล่านี้ได้ ไม่ต้องรอไปโรงพยาบาล แต่คนในหมู่บ้านผมที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด จะให้มีคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจคงเป็นไปได้ยาก เพราะทั้งตำบ
วิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้เหตุผลการยกระดับสถานีอนามัย (สอ.) เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รสต.)
เดิมที่สถานีอนามัยทำหน้าที่ในการรณรงค์สุขภาพประชาชนเชื่อมโยงกับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) หยอดวัคซีนและทำแผลเล็กน้อย แต่เมื่อมีการปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแล้ว จะให้บริการในการตรวจรักษาแก่ประชาชน โดยจะมีพยาบาลเวชปฏิบัติจากโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี และไม่ต้องการอยู่เวรตอนกลางคืนมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเหล่านี้แทนการให้แพทย์มาประจำเนื่องจากปัจจุบันอยู่ในภาวะขาดแคลนแพทย์
เมื่อมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา พยาบาลก็สามารถให้คำแนะนำได้ หากเป็นกรณีที่ต้องให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรค การตรวจรักษาจะทำผ่านระบบออนไลน์ เชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและโรงพยาบาลประจำอำเภอ โดยผู้ป่วยและแพทย์ที่อยู่ต้นทางและปลายทางจะนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ และพูดคุยสอบถามอาการผ่านระบบเว็บแคม ซึ่งได้ยินทั้งเสียงและเห็นหน้าตา ร่างกายกันและกัน จากนั้นพยาบาลก็ดำเนินการตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ในอนาคตอาจใช้ระบบการสื่อสารผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสงที่อาจจะมีความคมชัดของเสียงและภาพมากกว่าระบบนี้
กรณีที่อาการหนักเกินกว่าที่จะวินิจฉัยผ่านคอมพิวเตอร์ จะส่งรถพยาบาลไปรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลตำบลส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งรถพยาบาลที่ทำหน้าที่ไปส่งผู้ป่วยจะต้องรอรับผู้ป่วยกลับด้วย โดยให้ผู้ป่วยที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ภายหลังเข้ารับการรักษา แต่อาจจะมีความจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล กลับไปนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ส่วนใหญ่จะมีเตียงผู้ป่วยว่าง จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ล้นโรงพยาบาลประจำจังหวัดและไม่ต้องมีใครนอนพักฟื้นที่ระเบียงโรงพยาบาล เช่นเดียวกันหากรับผู้ป่วยจากตำบลมาโรงพยาบาลอำเภอ เมื่อรักษาหายแล้วก็จะต้องพากลับด้วย
"80% ของคนที่ไปโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นไข้สามัญ เช่น มีอาการปวดหัว ปวดท้อง ตัวร้อน มีเพียง 20% ที่ต้องการการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง ที่เกินกำลังการรักษาของโรงพยาบาลอำเภอ หากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและระบบส่งต่อผู้ป่วยดำเนินการได้เช่นนี้ จะทำให้คนในชนบทไม่ต้องเสียค่าเดินทางเข้าไปรับการรักษายังโรงพยาบาลในเมืองที่อยู่ห่างไกล ช่วยทุ่นค่าใช้จ่าย ซึ่งบางคนต้องเสียเงินมากถึงครั้งละ 200-300 บาท" นายวิทยา กล่าว
ในปีงบประมาณ 2552 จะมีการยกระดับสถานีอนามัยประมาณ 1,000 แห่ง จากทั้งหมด 9,810 แห่ง อย่างน้อยอำเภอละ 1 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะเปิดบริการภายในเดือนกันยายนนี้ โดยแบ่งเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก มีเจ้าหน้าที่ 5 คน ดูแลประชากรไม่เกิน 3,000 คน ขนาดกลางมีเจ้าหน้าที่ 7 คน ดูแลประชาชนไม่เกิน 6,000 คน และขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ 9-10 คน ดูแลประชาชนมากกว่า 6,000 คน และภายในปี 2556 มีเป้าหมายจะดำเนินการให้ครอบคลุมสถานีอนามัยทุกแห่ง
"โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะไม่มีเตียงผู้ป่วยในการนอนพักรักษาตัว แต่จะใช้ทุกบ้านเป็นเตียง จะดำเนินการงานภายใต้แนวคิด เตียงทุกบ้าน พยาบาลถึงเรือน ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ลดความแออัดของโรงพยาบาลและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ และความดันโลหิตสูง จะมีพยาบาลตามไปสอบถามอาการถึงบ้าน จะทำให้ก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปัจจุบัน เพราะผู้ให้บริการที่เป็นแพทย์และพยาบาลส่วนใหญ่จะเป็นคนในหมู่บ้าน ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน การจะฟ้องร้องแต่ละครั้งก็จะนึกว่าเป็นลูกหลาน ทำให้ยากที่จะฟ้องร้อง นี่คือหลักสำคัญที่ผมอยากเห็น" นายวิทยา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเปิดบริการ จะมีการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เช่น ต่อเติมชั้นล่างเป็นห้องตรวจรักษา มีเตียงสังเกตอาการผู้เจ็บป่วย มีระบบการสื่อสารกับโรงพยาบาลแม่ข่าย และมีรถออกเยี่ยมบ้าน สำหรับการให้บริการครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล รวมทั้งระบบส่งต่อกรณีเกินขีดความสามารถ มีบริการให้คำปรึกษาทางไกล ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่นเดียวกับโรงพยาบาล ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมาก
สำหรับงบประมาณในการดำเนินการสิ่งเหล่านี้ สธ.จะจัดสรรงบประมาณให้แห่งละ 1 ล้านบาทและได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้มีการปรับกลไกการจ่ายเงินชดเชยบริการปี 2553 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้น โดยให้กันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2553 จำนวน 600 ล้านบาท หรือ 12.50 บาทต่อประชากร จากที่ได้รับเพิ่ม 199 บาทต่อประชากร ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่พัฒนาศักยภาพผ่านเกณฑ์แล้ว
โดยมีเป้าหมายในปี 2553 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เป็นหน่วยบริการประจำ 100 แห่ง ซึ่งดูแลประชากรรวม 1 ล้านคน เพิ่มเติมแห่งละ1 ล้านบาท รวมเพิ่ม 100 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เป็นเครือข่ายหน่วยบริการประจำ 2,000 แห่ง ซึ่งดูแลประชากรแห่งละ 5 หมื่นคน จัดสรรงบเพิ่มเติมให้แห่งละ 2.5 แสนบาท รวมเพิ่ม 500 ล้านบาท การชดเชยค่าบริการเพิ่มเติมให้นี้ จะทำให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีความคล่องตัวด้านงบประมาณ สามารถทำงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชนได้ง่ายขึ้น
"รูปแบบโรงพยาบาลนี้มีบริการอย่างต่อเนื่อง สามารถส่งต่อผู้ป่วยได้ตลอดเวลา มีบริการเตียงนอนเพื่อสังเกตอาการโดยไม่รับผู้ป่วยไว้นอนค้างคืน และกรณีฉุกเฉินมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินในการออกไปรับผู้ป่วยและให้การปฐมพยาบาลก่อนส่งต่อ และรักษาพยาบาลแบบผสมผสานรวมทั้งมีระบบส่งต่อเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของรัฐบาลตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นบริการใกล้บ้านใกล้ใจที่แท้จริง" นพ.วินัยกล่าว
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 เรื่อง
0 สารนิเทศ สธ.0 ภาพ



