ไลฟ์สไตล์

สารพัดม็อบ-อุ้มบุญ-อีโบลาข่าวเด่นข่าวดังวงการสธ.ปีมะเมีย

สารพัดม็อบ-อุ้มบุญ-อีโบลาข่าวเด่นข่าวดังวงการสธ.ปีมะเมีย

30 ธ.ค. 2557

สารพัดม็อบ-อุ้มบุญ-อีโบลาข่าวเด่นข่าวดังวงการสธ.ปีมะเมีย : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

1.อีโบลาระบาด

                 โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคที่ถูกจับตามากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดการระบาดหนักใน 3 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ กินี เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย มีผู้ป่วยแล้วกว่า 17,000 คน เสียชีวิตกว่า 6,000 คน และยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคในพื้นที่ดังกล่าวได้ โดยอีโบลาเป็นโรคที่มีการติดต่อผ่านทางเลือดและการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ ระยะฟักตัวประมาณ 21 วัน มีอัตราป่วยเสียชีวิต 60-90% สำหรับประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้

2.จับ 6 หมอทำอุ้มบุญ

                จากการตรวจจับผู้หญิงไทยที่รับจ้างอุ้มบุญให้ชาวต่างประเทศ ส่งผลให้มีการตรวจสอบคลินิกที่มีการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ จำนวน 20 แห่ง พบว่ามีความผิด 5 แห่ง เป็นภาคเอกชนทั้งหมด โดยผิดมาตรา 34 (2) พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐานไม่ควบคุม ดูแลและบังคับให้เป็นตามมาตรฐานวิชาชีพ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่น และข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เกี่ยวกับการให้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือดตั้งครรภ์แทน ทั้งนี้ มีแพทย์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 6 คน ซึ่งอยู่ระหว่างแพทยสภาดำเนินการตรวจสอบจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ

3.ขัดแย้งจัดงบบัตรทอง

                ประเด็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่ให้บริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง กว่า 80% และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกิดขึ้นจากการที่หน่วยบริการในฐานะผู้ให้บริการเสนอให้มีการปรับปรุงกลไกระบบการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองใหม่ โดยให้จัดทำกรอบการจัดสรรงบที่ระดับเขตแล้วให้ สปสช.ส่งเงินตรงไปที่หน่วยบริการตามกรอบดังกล่าว

                โดยให้เหตุผลว่า การจัดสรรแบบเดิมส่งผลให้เกิดปัญหาโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ขณะที่ สปสช.มองว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบริหารภายในของหน่วยบริการ ส่วนบางแห่งที่อยู่ชายแดนหรือมีจำนวนประชากรในความรับผิดชอบน้อย จนเกิดปัญหาทางการเงินนั้น มีกลไกการช่วยเหลืออยู่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับปรุง กระทั่งบอร์ด สปสช.มอบให้คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังไปดำเนินการศึกษารายละเอียดและทดลองดำเนินการในเขตสุขภาพที่ 2 และ 10 ก่อนนำเสนอบอร์ดอีกครั้ง โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2558 ให้ใช้กลไกการจัดสรรแบบเดิมก่อน

3.ม็อบเภสัชฯค้านพ.ร.บ.ยา (ใหม่)

                เมื่อจะมีการหยิบร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ที่เสนอโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขึ้นมาพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเสียงคัดค้านจากเภสัชกรทั่วประเทศในประเด็นสำคัญๆ อาทิ การนิยามประเภทของยา ผู้ที่สามารถจ่ายยาได้ การห้ามโฆษณายาอันตราย การผสมยาถือเป็นการผลิตยาใหม่ต้องมีการควบคุมเข้มข้น และการอนุญาตเปิดร้านขายยา เป็นต้น ทำให้ อย.ต้องเรียกตัวแทนเภสัชกรมาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ก่อนทำเป็นความเห็นเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ออกมาใช้แทนฉบับเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2510

4.บอร์ดปลดผอ.อภ.-สวรส.

                หลังจากคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ชุดเก่า ที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน ลาออกจากตำแหน่ง และบอร์ดชุดใหม่ที่มี พล.ท.ศุภกร สงวนชาตศรไกล เข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน บอร์ด อภ.ก็มีมติเลิกจ้าง นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา จากการเป็น ผอ.อภ. โดยระบุว่า ประสิทธิภาพการทำงานยังดีไม่พอ และให้ได้รับเงินชดเชย 6 เดือน นอกจาก อภ.แล้ว คณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(บอร์ด สวรส.) ยังมีมติในการเลิกจ้าง นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล จากการเป็น ผอ.สวรส. ด้วยเหตุผลขัดขวางการทำงานของบอร์ด สวรส.

                ทั้งนี้ นพ.สุวัชและนพ.สมเกียรติได้รับการสรรหาและแต่ตั้งเข้ารับตำแหน่งในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และช่วงเวลาที่มีการเลิกจ้างทั้ง 2 ท่าน อยู่ระหว่างการตรวจสอบงานภายในองค์กรที่รับผิดชอบ นพ.สุวัช กำลังตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อน้ำยาล้างไต และนพ.สมเกียรติ ดำเนินการกรณีที่องค์กรต่างประเทศทักท้วงเรื่องการจัดสรรงบของ สวรส.ว่าอาจจะเข้าข่ายไม่โปร่งใส

5.ฮิต!หญ้ารีแพร์

                ทันทีที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเปิดตัวหญ้าฮี๋ยุ่ม หรือหญ้ารีแพร์ ว่ามีสรรพคุณช่วยกระชับช่องคลอด ลดการอักเสบ ส่งผลให้มีประชาชนความสนใจเป็นอย่างมาก จนกระทั่งในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ.2557 มีการขยับราคาเพิ่มสูงขึ้นถึงต้นละ 300 บาท จากเดิมอยู่ที่หลักสิบบาท ทำให้กรมต้องออกมาตรการควบคุมราคาหญ้าฮี๋ยุ่ม และปัจจุบันพบว่ามีการประกาศขายหญ้าฮี๋ยุ่มรูปแบบแคปซูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต ขณะที่กรมยืนยันว่า ในการใช้งานให้ได้สรรพคุณต้องใช้เป็นชาชงดื่ม หรือรมควัน

6.ภาพคำเตือนซองบุหรี่ 85%

                ประเทศไทยออกประกาศเพิ่มขนาดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ จากกำหนดให้ต้องมีภาพขนาด 65% บนพื้นที่ซอง เป็น 85% ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ 2 ของโลกที่สามารถเปลี่ยนขนาดภาพคำเตือนใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งเมื่อกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกประกาศเพิ่มขนาดภาพคำเตือน จึงถูกบริษัทธุรกิจยาสูบยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว จนเมื่อกลางปี 2557 ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ สธ.ชนะ โดยระบุว่าสธ.ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน ส่งผลให้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยต้องมีขนาด 85%