ไลฟ์สไตล์

ชิค & ชิล:ปันใจไปไร่ชานูวารา เอลิยา

ชิค & ชิล:ปันใจไปไร่ชานูวารา เอลิยา

28 ธ.ค. 2557

ชิค & ชิล:ปันใจไปไร่ชานูวารา เอลิยา เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์

              ไม่บ่อย ที่วอกแวกออกนอกประเทศ ไปดูแหล่งท่องเที่ยวต่างถิ่นบ้าง ติดสอยห้อยตามทริปทำบุญของ P&K travel design (0-2683-2929) ไป ศรีลังกา เชื่อเขาเลยว่า ภาพที่คิดไว้กับความเป็นจริงที่เห็นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ยกเว้นรูปร่างหน้าตาผู้คนที่ดูยังไงก็เป็นแขก ส่วนสภาพบ้านเรือนที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากการเดินทางไปต่างจังหวัดของบ้านเราสักเท่าไหร่ ทั้งเรือกสวน ไร่นา สภาพอากาศ
ชิค & ชิล:ปันใจไปไร่ชานูวารา เอลิยา
              นอกจากเมืองหลวง กรุงโคลัมโบ ยังมีเมืองมรดกโลก และเมืองชายทะเล แต่ไม่น่าเชื่อว่า ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ไม่ค่อยจะมีฤดูหนาว พอๆ กับภาคใต้ของไทย แต่เมืองที่อยู่บนเขาตอนกลางของประเทศ กลับมีอากาศเย็นสบายตลอดปี แถมช่วงฤดูหนาวก็หนาวถึงใจ นูวารา เอลิยา เมืองที่ว่านี้ แถมเป็นถิ่นชาชั้นดีของประเทศอีกด้วย

              นูวารา เอลิยา เมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ได้รับการขนานนามว่าเป็น Little England ด้วยความที่เหมือนถอดแบบมาจากอังกฤษ ทั้งตึกรามบ้านช่อง ไปรษณีย์ กับฉากหลังที่งดงามตั้งอยู่บนเทือกเขา หุบเขา มีน้ำตก ปลูกชา ชมวิวที่เต็มไปด้วยไร่ชา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาซีลอน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นชาที่ดีติดอันดับโลก

              ระยะทางจากเมืองหลวง 70 กม. แต่ใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน เนื่องจากถนนหนทางในศรีลังกาค่อนข้างแคบ เป็นถนนเลนสวนกัน โดยเฉพาะการขึ้นสู่เมืองนี้ ทางค่อนข้างชันและคดเคี้ยว โดยบางช่วงเป็นโค้งหักสอก หรือไม่ก็ตัวยูแคบๆ ที่คนขับต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ ทันทีที่ขึ้นทางชัน ไต่ระดับขึ้นเขา เริ่มเห็นวิวทะเลสาบไกลๆ ในเส้นทางผ่าน สัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นลง

              ไม่นาน รถก็จอดแวะที่จุดชมวิว ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร มีห้องพักไม่กี่ห้องและร้านขายชาชั้นดี แถมด้วยกล่องบรรจุที่ดูยังไงก็หรูเริ่ด หาดูที่อื่นยาก มีทั้งแบบกล่องไม้ธรรมดา ไปจนถึงกล่องสังกะสีที่มีหน้าตาเหมือนหนังสือเล่มหนา Book Tea หลากสีสัน และที่ไม่ต้องซื้อหาก็คือ ธรรมชาติรายรอบตัวที่มองเห็นจากระเบียงของร้านแห่งนี้ มองเห็นทั้งน้ำตกสูง ที่อยู่ไกลๆ กับนาขั้นบันไดสวยๆ และทะเลสาบน้ำสีเขียวมรกต กลางขุนเขาสูงใหญ่ ราวกับลากูน

              ออกจากจุดชมวิว รถยังไต่ระดับไปเรื่อย ไร่ชาเริ่มโผล่เข้ามาในม่านตา และที่ตื่นตาเห็นจะเป็นป้ายตัวหนังสือสีขาวที่แทรกอยู่กับไร่ชา บ่งบอกความเป็นเจ้าของให้เห็นแต่ไกล ตื่นใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นเด็กหนุ่มถือช่อดอกไม้ไว้มาดักโบกรถบัสข้างทางเพื่อขายดอกไม้ แต่เหมือนเขาจะรู้แกวกันว่า โบกต้องอย่าเพิ่งซื้อ รถผ่านไปอีกโค้งก็เจอเด็กโบกรถขายดอกไม้อีก อ้าว... หน้าตาเหมือนกัน คนเดียวกันนี่นา ถ้ายังไม่ซื้อ ก็จะวิ่งไปดักแทบจะทุกหัวโค้ง จนใครก็ใจแข็งไปไม่ไหว ต้องยอมซื้อ แต่เหมือนคุณไกด์จะบอกว่า ยิ่งซื้อช้า ราคาก็แพงขึ้นอีกหน่อย คงบวกค่าออกแรงวิ่งด้วยนี่แหละ

              รถพาลัดเลาะไปตามไหล่เขา ทางแคบพอแค่รถสวนทางกันได้ แถมด้วยโค้งแคบๆ ขนาดว่าถนนไปปายหรือแม่ฮ่องสอนบางโค้งยังแคบไม่เท่า แถมบนเขายังมีอุโมงค์อยู่ช่วงหนึ่ง ทะลุออกไป ก็เห็นน้ำตกข้างทางเล็กๆ บ้านเรือนบนเขา ปรากฏเป็นระยะ รวมไปถึงร้านขายของริมทางหลังเล็กๆ สักพัก รถก็พามาถึง พิพิธภัณฑ์แม็ควูดส์ แหล่งผลิตชาชั้นดีรายหนึ่งของ นูวารา เอลิยา ชื่อที่เห็นบนเนินเขามาแต่ไกล เหมือนเขาแถวนี้ทุกลูกอยู่ในสัมปทานของเขาคนเดียว การเข้าชมขั้นตอนการผลิตชาในพิพิธภัณฑ์ ต้องมีเจ้าหน้าที่ของแม็ควูดส์พาชมเท่านั้น ชมเสร็จแล้ว มาชิม ช็อปชาสารพัดสูตร สารพัดกลิ่น ก็เหมือนยิ่งได้อรรถรส

              แวะจิบชา ชมวิวเขา ในสายลมเย็นๆ รู้สึกว่าชาอร่อยอย่าบอกใคร แต่เวลาซื้อฉันก็อาศัยถามคนขายล่ะว่า อันไหนที่คนนิยมซื้อที่สุด .... ง่ายต่อการตัดสินใจไง

              ออกจากพิพิธภัณฑ์ชา ก็มุ่งหน้าไปที่พัก อยู่ห่างจากย่านกลางเมืองราวๆ 700 เมตร หรือเดินก็ราวๆ 9-10 นาที ที่พักที่นี่ไม่มีแอร์คอนดิชั่น มีแต่ฮีตเตอร์ ดูเอาก็แล้วกันว่า อากาศจะเย็นสบาย หรือหนาวขนาดไหน ที่แน่ๆ ไปเดินเล่นตอนค่ำนี่ต้องสวมแจ็กเก็ตหนาๆ กันทีเดียว ยามค่ำรอบที่พัก และย่านที่ห่างออกมาจากชุมชนจะเงียบถึงเงียบมากๆ เรายังได้เห็นทหารถือปืน ยืนประจำการตามถนน คงด้วยเรื่องของความมั่นคง แต่ไม่น่ากลัวอะไร ฉันแค่ถามทางไปตลาด เขาก็กุลีกุจอบอกทางให้

              ตอนกลางคืนไปเดินไม่เห็นอะไรมาก แต่พอเช้ามา นั่งรถเที่ยวนั่นแหละ ห่างจากที่พักไม่ไกล ก็ถึง ทะเลสาบเกรกกอรี ที่แสนจะสวยสงบ บ้านเรือนทรงยุโรปบนทิวเขา ดูคนละกลิ่นอายกับศรีลังกาที่ฉันผ่านมาซะจริงๆ ที่ทะเลสาบนี่ ยังมีกิจกรรมให้เล่น ทั้งพายเรือ หรือขี่ม้ารอบๆ ทะเลสาบก็ยังได้ บอกเลยว่า น่าเอาเวลามาทิ้งที่นี่เป็นวันๆ ซะจริงๆ

              ช่วงเดือนธันวาคมนี้เอง เมืองนูวารา เอลิยา คึกคักมากๆ เพราะมีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส มีการตกแต่ง ประดับประดาตามท้องถนน อาคารพาณิชย์และบ้านเรือนต่างๆ กันตั้งแต่ต้นเดือน พอถึงวันคริสต์มาสก็พร้อมฉลอง ร้องเพลงคริสต์มาสและการละเล่น ครึกครื้นไม่แพ้ที่ไหน และที่สำคัญ กลางเดือนกราคม 2558 จะมีงานรื่นเริงประจำท้องถิ่นอีก เป็นการฉลองครั้งใหญ่ไม่แพ้เทศกาลไหนๆ โดยเป็นการฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยว งานนี้มีทั้งจุดพลุดอกไม้ไฟ เต้นรำ ร้องเพลงกันตามท้องถนนตลอดคืน เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลผลิตดี ใครไปช่วงนี้ก็ได้เห็นบรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ

              แม้ภาพของเมืองจะหลุดจากกลิ่นอายของศรีลังกาไปบ้าง แต่ผู้คน และขนบประเพณียังมีอยู่เปี่ยมล้น ไม่ว่าใครจะเรียกอย่างไร แต่ที่นี่คือ นูวารา เอลิยา