ไลฟ์สไตล์

เมินหนาวไปเป็นชาวเกาะ@สิมิลัน

เมินหนาวไปเป็นชาวเกาะ@สิมิลัน

28 ธ.ค. 2557

เมินหนาวไปเป็นชาวเกาะ@สิมิลัน : เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าน ภาพ : ลักษณะศักดิ์ โรหิตาจล, ช้องมาศ พุ่มสวัสดิ์, ทิพย์สุดา

              คือความโชคดีของคนไทยที่รักเที่ยว และคือความโชคดีของคนต่างชาติที่รักจะเที่ยวเมืองไทย เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางภูมิประเทศให้เลือกท่องไปตามใจต้องการ...

เมินหนาวไปเป็นชาวเกาะ@สิมิลัน

              ดูอย่างช่วงนี้คนไทยที่โหยหาอากาศเย็นๆ อาจจะพากันตระเวนเที่ยวภูเที่ยวดอยว่าไปตามถนัด ในทางกลับกันสำหรับคนไม่สู้หนาว (อย่างเรา) ก็ยังมีคลื่นลมของทะเลฝั่งอันดามันพร้อมต้อนรับ และแน่นอนว่าครั้งนี้เราปักมุดไว้ที่ "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน" จ.พังงา แม้จะเป็นการเดินทางไปตามคำเชื้อเชิญของ ศิริพร โกมลภิส ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโครงการเพื่อสังคม บริษัท ปตท.สผ. ในฐานะประธานชมรมดำน้ำ ปตท.สผ. ซึ่งพาพนักงานอาสาสมัครจิตอาสากว่า 100 คน ไปร่วมทำกิจกรรมเก็บขยะใต้น้ำและปล่อยเต่าทะเล ร่วมกับคณะของ ณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมครั้งนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงต้องการสร้างความยั่งยืนให้แก่ธรรมชาติ รวมถึงปลูกฝังค่านิยมเรื่องการดูแลธรรมชาติร่วมกันนั่นล่ะ

              ก่อนจะออกทะเลไปไกลในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขอวนกลับมาที่เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวในหมู่เกาะ "สิมิลัน" กันก่อน อย่างที่รู้ๆ กันดีว่าในยามนี้ต้องยกให้ "เกาะตาชัย" เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เนื้อหอมสุดๆ นอกจากหาดทรายนุ่มๆ ทอดตัวขาวยาวเหยียดแล้ว บนเกาะนี้ยังมี "ปูไก่", "หอยมรกต" และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เป็นตัวเรียกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและจากทั่วโลกหลั่งไหลไปเยือนไม่เว้นแต่ละวัน แถมวันละมากๆ อีกต่างหาก...ขนาดในแต่ละปีเปิดให้บริการแค่ระยะเวลาเพียง 6 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน-15 พฤษภาคม เท่านั้น ยังได้ยิน "หัวหน้าอุทยานฯ" เปรยๆ ว่ากำลังหาวิธีการจัดการปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหลือไม่เกินวันละ 500 คน ถึงแม้เดิมทีจะสามารถรองรับได้ถึง 800 คนต่อวันก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมบนเกาะมิให้บอบช้ำเสื่อมสภาพลง...และนี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพักค้างแรมบนเกาะตาชัยนั่นเอง

              เพราะจุดหมายปลายทางคือ "เกาะสี่" หรือ เกาะเมียง สำเนียงตามภาษายาวี นั้นอยู่อีกไกลโขแม้จะใช้สปีดโบ๊ทความแรงสูงก็ต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง เพื่อไปดื่มด่ำกับความงดงามของแสงสุดท้ายของวัน ที่บริเวณ "จุดชมวิวพระอาทิตย์" ตกด้านหลังเกาะตามคำยืนยันของเจ้าถิ่น...แต่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงขอแนะนำว่า ณ จุดนี้อย่ามัวแต่หลงใหลได้ปลื้มกับแสงสุดท้ายเป็นอันขาด เพราะท้ายที่สุดคุณจะไม่มีแสงนำทางกลับลงมายังที่พัก อีกอย่างเส้นทางธรรมชาติที่ว่านี้ต้องลัดเลาะป่าขึ้นเขาลงเขาแม้จะมีเชือกปอช่วยพยุงตัวก็ตาม

              มีตะวันตก ย่อมต้องมี ตะวันขึ้น และที่เกาะสี่ก็มี "จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น" เช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยาน ส่งเสียงเชียร์ว่างัยซะก็ควรได้ยลแสงยามเช้าสักครั้ง ตรงนี้ขอสารภาพแบบไม่อายว่า ยังไม่ได้มีโอกาสได้ไปเห็นกับตาตัวเองเหมือนกัน เหตุผลประการแรกต้องตื่นก่อนตะวันโผล่พ้นขอบน้ำ ซึ่งเช้าขนาดนั้นดิฉันไม่ไหว!! ประการต่อมาแอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ (อีกคน) ทำให้รู้มาว่าต้องออกแรงปีนป่ายขึ้นไปสูงมากกว่าจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกน้ำเยอะ!!...โดยไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนานดิฉันบายด่านนี้โดยสิ้นเชิง บอกตัวเองสู้เก็บแรงไว้เบียดกับนักท่องเที่ยวตอนปีน "หินเรือใบ" แลนด์มาร์คสำคัญของหมู่เกาะสิมิลัน ที่ "เกาะแปด" และเจียดแรงไว้สำหรับทริปดำน้ำตื้นทักทายหมู่ปลาน้อยใหญ่ในท้องทะเลน่าจะเวิร์กกว่าเป็นไหนๆ

              พูดก็พูดเถอะบน "เกาะสี่" นอกจากจุดชมวิวตะวันขึ้น-ตะวันลับแล้ว ยังมีสัตว์ประจำถิ่นอย่าง "นกชาปีไหน" เดินอวดขนเงางามยามต้องแสงแบบข้าไม่กลัวใครให้เห็นในระยะประชิดอีกซะด้วย และล่าสุด "ปูมะพร้าว" ที่ว่ากันว่าหายหน้าหายตาไปนานนับสิบปีกลับมาทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมอีกซะด้วย ส่วน "เต่าทะเล" ก็พอจะมีผลผลิตให้เห็นเป็นตัวเล็กๆ บ้าง เพราะเจ้าหน้าที่อนุบาลไว้รอให้โตพอจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หลังจากที่แม่เต่ายกพลขึ้นหาดกลับมาขุดหลุมวางไข่ราวๆ 40-50 ฟองต่อรัง ในช่วงปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

              หลังอิ่มเอมกับพิธีการปล่อยเต่าทะเลฝังไมโครชิพ อายุ 3 ปีกว่า จากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดพังงาอีก 10 ตัว ที่ชมรมดำน้ำของบริษัท สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. นำไปปล่อยคืนธรรมชาติเพื่อติดตามวงจรชีวิตเต่าทะเลผ่านพ้นไป พร้อมๆ กับลูกเต่า 30 ตัว ที่อุทยานฟูมฟักให้รอดจากศัตรูบนบกและในทะเล ณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยาน เปิดใจให้ฟังว่า ตอนนี้กำลังเตรียมเสนอโครงการของบกรมอุทยาน เพื่อฝังไมโครชิพแม่เต่า ซึ่งเป็นการทำงานด้านวิชาการสำหรับอนุรักษ์เต่าทะเล ก่อนหน้านี้ จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัยเพื่อสนับสนุนงานคืนเต่าสู่ธรรมชาติ ทั้งยังตั้งเป้าจะเป็นอุทยาน นำร่องจัดการทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

              ส่วนทางด้านแม่งานเก็บขยะใต้น้ำและปล่อยเต่าทะเล ศิริพร โกมลภิส กล่าวปิดท้ายว่า ภารกิจ ปตท.สผ.นอกจากแสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศด้วยมาตรฐานการดำเนินงานและเทคโนโลยีระดับสากล ยังมีหน้าที่สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน กิจกรรมรักผืนน้ำใต้ทะเลไทยเป็นตัวอย่างการคืนธรรมชาติให้ท้องทะเล

              "เราจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เคยมาปล่อยเต่าที่สิมิลันแล้วเมื่อสองปีก่อน ครั้งนี้ยังเลือกที่นี่ เพราะเป็นถิ่นอาศัยสำคัญ เต่าทั้ง 10 ตัวที่ปล่อยฝังไมโครชิพพร้อมตั้งชื่อเพื่อติดตามเส้นทางชีวิตของเต่า ตั้งใจดูแลรักษาเต่าทะเล เพราะเป็นสัตว์อนุรักษ์และใกล้สูญพันธุ์ จากการดำน้ำได้เห็นเต่าทะเลน้อยลง นอกจากนี้ ปตท.สผ.ได้มอบทุ่นลอยเพื่อให้ผูกเรือเร็ว ลดการทำลายปะการัง จำนวน 5 ลูก ให้แก่ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และพร้อมจะสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์อื่นๆ ต่อไป ส่วนทางชมรมดำน้ำฯ มอบเงิน 58,699 บาท ให้แก่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จ.พังงา ที่สนับสนุนเต่าปล่อยสู่ทะเลสิมิลัน" ศิริพร กล่าว

              เสร็จสรรพจากช่วงพิธีการก็ถึงเวลาสำราญที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยเพราะจะได้ตามติดชีวิตใต้ท้องน้ำอันดามันตามความตั้งใจ แต่แล้วเมื่อความตั้งใจ (มากไป) จึงต้องพานพบความไม่ได้ดั่งใจ เมื่อใต้น้ำใสๆ ทั้งสองจุด ได้แก่ "อ่าวงวงช้าง" และ "อ่าวนำชัย" ถึงแม้จะมีปลาน้อยใหญ่หลากสายพันธุ์ เวียนว่ายออกมาโชว์ตัวให้เราได้ตื่นเต้น แต่ปะการังซึ่งควรจะมีหลากสีสันกลับกลายทั่วบริเวณนี้กลับมีลักษณะฟอกขาวไปซะงั้น

              ขณะนั่งเรือกลับที่พักถือโอกาสถามไถ่ถึงสาเหตุของปะการังฟอกขาว ศรายุทธ ปาโส ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานสิมิลัน ได้ความว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้ำทะเลมีอุณภูมิสูงขึ้นผิดปกติตั้งแต่ในปี 2553 เป็นต้นมา เป็นผลให้เสียแนวปะการังอันสวยงามไป อีกทั้งเพราะสิมิลันเป็นทะเลเปิดมีคลื่นลมรุนแรงประการังที่แตกหักจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อ 10 ปีก่อนก็ฟื้นตัวช้าเหลือเกิน และเพราะเหตุนี้ทางอุทยาน จึงประกาศปิดแหล่งดำน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ เรือนกล้วยไม้ หรือ East of Eden บริเวณเกาะ 7 และอ่าวไฟแวบ บริเวณหน้าลิงเกาะสิมิลัน ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งล่าสุดนี้ก็กำลังเตรียมจะพิจารณาปิดเพิ่มอีกแห่งบริเวณอ่าวนำชัยด้วย อันนี้มีสาเหตุมาจากการท่องเที่ยวล้วนๆ

              นักดำน้ำลึกอย่าเพิ่งตกใจ ใต้ท้องทะเลสิมิลัน ยังมีจุดให้เที่ยวชมและถือว่าเป็นจุดดำน้ำสวยที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกรออยู่