
3ฝ่ายร่วมถก'ทางออกแก้วิกฤติยางพารา'
3ฝ่ายร่วมถก'ทางออกแก้วิกฤติยางพารา' : สุรัตน์ อัตตะรายงาน
หลัง "สุทธิชัย หยุ่น" ประธานเครือเนชั่น นำทีมเปิดเวทีสัญจรตามหาความชัดเจนมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราในหัวข้อ "อนาคตยางพาราไทยจะไปทางไหน" เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันถกเพื่อหาทางออก
ล่าสุด รายการห้องข่าวฉุกเฉิน ทางเนชั่น ทีวี โดยสุทธิชัย หยุ่น และ เฉลียว คงตุก สองพิธีกรในรายการ ตั้งวงสนทนาติดตามความคืบหน้ามาตรการแก้ไขปัญหายางพาราอีกครั้ง โดยมีตัวแทนที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล เอกชนและเกษตรกรมาร่วมวงสนทนาในครั้งนี้ ประกอบด้วย
อำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย เพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สังข์เวิน ทวดห้อย ประธานเครือข่ายชาวสวนยาง จ.ระยอง และภาคตะวันออก เชษฐา มีมั่นคง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนา บมจ.ไทยฮั้วยางพารา ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัดและ ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง-ปาล์มน้ำมัน
สุทธิชัยเปิดประเด็นคำถามด้วยราคายางพาราถึงความพอใจของเกษตรกรที่วันนี้อยู่ที่ 60 บาทตามรัฐบาลได้วางไว้ ทศพล ขวัญรอด ไม่ปฏิเสธว่าราคายางพาราที่วันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 60.50 บาท ขยับขึ้นมาจากเมื่อก่อนมาก แต่มันเป็นยางแผ่นดิบรมควัน อย่าลืมว่าวันนี้ชาวบ้านจริงๆ ผลิตได้แค่น้ำยางและยางข้นถ้วย ซื้อขายน้ำยางอยู่ที่ 37.50 บาทเท่านั้น เพราะเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ ราคาจึงได้แค่น้ำยางและยางข้นถ้วย
"ถามว่าราคาน้ำยางขึ้นไหม ขึ้นครับ แต่ราคาต่างกันมาก น้ำยางที่เขาขายให้แก่พ่อค้าราคาหน้าสวน วันนี้อยู่ที่ 37.50-38.00 บาท การที่รัฐบาลไปล็อกราคาไว้ที่ 60 บาทผมถามว่าเป็นการชี้นำพ่อค้า ชี้นำตลาดหรือไม่" ทศพลให้มุมมอง
อำนวย ปะติเส ได้ตอบในประเด็นนี้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่รัฐบาลจะไปบล็อกราคาหรือชี้นำตลาด วันนี้ราคายางพาราขึ้นมาอยู่ที่ 60 บาทแล้วก็จะพยายามเดินหน้าให้ราคาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้
ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต มองว่าราคายางที่ขึ้นไปขณะนี้มาจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลคือการซื้อนำตลาด แต่วันนี้ราคาจริงมันไม่ใช่ ไม่อยากให้ใช้ราคาน้ำยางมากำหนดราคาตลาด อยากให้ใช้ราคายางแผ่นรมควันมากกว่า เพราะว่าเรามีตลาดรองรับแน่นอนไม่ว่าจะเป็นตลาดญี่ปุ่น ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดสิงคโปร์หรือตลาดไทย รองรับราคาตรงนี้
"ต้องขอขอบคุณกลุ่มเนชั่นที่ได้ทำให้ยางราคาขึ้น หลังท่าน รมช.อำนวยได้ประสานงานและประกาศความร่วมมือภาครัฐ เอกชนเป็นครั้งแรกของโลก และคุณสุทธิชัยได้เอาเรื่องนี้ไปประกาศในเวทีปฏิรูปที่ จ.สงขลา จากวันนั้นถึงวันนี้ราคาขึ้น 7 บาท ส่งผลให้ประเทศไทยได้เงินเพิ่มขึ้น 2.8 หมื่นล้านบาท"
ทพ.พงษ์ศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ราคายางบ้านเราถูกหลอกมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ราคายางขึ้นไปได้ไง 180 บาท ก็เพราะผู้ใช้กับผู้ผลิตไม่ใช่คนเดียวกัน ราคาการซื้อขายอยู่บนแผ่นกระดาษ อยู่ที่ตลาดหุ้น ทุกวันนี้ยางไม่ได้ขาดนะครับ แต่เกิดจากการที่มีคนไปปั่นราคา คนซื้อก็เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้น" ทพ.พงษ์ศักดิ์อธิบาย
สุทธิชัยได้กล่าวถึงประเด็นการขึ้นลงของราคายางพาราว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีข้อสรุปที่ตรงกันทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเอกชนและฝ่ายประชาชนชาวสวนยางว่าจริงๆ แล้วอุปสงค์ อุปทานของยาง โดยกองทุนพร็อพพิเด้นฟันด์ที่เข้ามาปั่นราคาหุ้น นี่คือตลาดสินค้าล่วงหน้าที่ทำให้ราคาขึ้นลงตามราคาของคนปั่น ซึ่งมีเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่คนผลิตใช้จริงๆ ไม่ได้มีส่วนเท่าไหร่ ท้ายที่สุดจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเรานำยางมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด พึ่งพาต่างประเทศน้อยที่สุด ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน
แม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก แต่ปัญหาความหลากหลายของสถาบันเกษตรกรที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางที่วางไว้ ซึ่งต่างจากสมาคมอ้อยและน้ำตาล ที่มีความเข้มแข็งเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรมีพลังในการต่อรอง โดยเฉพาะในเรื่องราคาและช่องทางตลาด
"ผมเพิ่งไปประชุมกับนายกรัฐมนตรี ท่านถามเลยว่าทำไมยางมันมีองค์กรเยอะจัง ถ้าจะให้แต่ละองค์กรรวมกันมาประชุมทีเดียวหรือคุยกันมาเป็นหนึ่งเดียวแล้วมาเจอกันได้ไหม" อุทัย สอนหลักทรัพย์ เผยและยอมรับว่าทุกวันนี้ยางพารามีกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรมากที่สุด เมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ทำให้การทำงานเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แม้ว่าทุกองค์กรจะมีเป้าหมายเดียวกันในการช่วยเหลือเกษตรกร
ขณะที่ เพิก เลิศวังพง ยืนยันเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้สถาบันเกษตรกรมีหลากหลายจริง ทำให้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นการยากที่จะให้เล่นคีย์เดียวกัน เพราะแต่ละองค์กรมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้นนอกจากการรวมกลุ่มสถาบันเกษตรกรให้เป็นหนึ่งเดียวกันแล้วการนำยางมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในประเทศให้มากที่สุดก็เป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นราคายางให้เพิ่มขึ้น
ซึ่งในประเด็นนี้ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางอย่าง ทศพล ขวัญรอด มองว่าอยากให้รัฐบาลนำยางมาสร้างถนน ถ้ารัฐบาลทำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดพร้อม เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย เขามีความพร้อมอยู่แล้ว เพียงขอให้รัฐบาลประกาศออกมาอย่างชัดเจนเท่านั้น ขณะเดียวกันการนำยางมาใช้ประโยชน์ไม่ใช่แค่การสร้างถนนเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับอาชีพทำสวนยาง ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าบู๊ท หมวก จอกยางพลาสติก เป็นต้น
ขณะที่ อุทัย สอนหลักทรัพย์ กล่าวเสริมว่า ในเรื่องนี้เคยได้เชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทางหลวง สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเข้ามาให้ข้อมูล โดยกรมทางหลวงบอกระยะทาง 1 กิโลเมตรจะต้องใช้ยาวประมาณ 700 กิโลกรัม ส่วนสถาบันวิจัยยางก็บอกระยะทาง 1 กิโลเมตรจะต้องใช้ยางประมาณ 3.5 ตันจะเห็นว่าทั้งสองหน่วยงานยังให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
"ไม่ใช่ไม่เคยมี ถนนลาดยางพาราเราก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว สมัย วันนอร์ (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) เป็นรัฐมนตรีคมนาคม กี่สิบปีมาแล้ว ถึงวันนี้ถนนยังเรียบเลย ต้องดูของจริงไม่ใช่มานั่งพูดแค่ตัวเลข ผมว่ามันเหมือนที่ท่านว่า มันเหมือนมีปีศาจอะไรแอบอยู่ ข้อมูลมันไม่แม่นเลย หน่วยงานพูดยังไม่ตรงกันเลย" อุทัยเผย
สอดรับกับความเห็นของ เชษฐา มีมั่นคง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนา บมจ.ไทยฮั้วยางพาราที่มองว่าทุกวันนี้ บ้านเรามีความพร้อมเฉพาะต้นน้ำและกลางน้ำ แต่ยังขาดปลายน้ำในทิศทางที่ชัดเจน เราไม่ต่อยอดให้นักศึกษามาเรียนด้านยางโดยตรง เพราะไทยไม่มีมหาวิทยาลัยด้านนี้โดยตรง ทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก จึงไม่มีใครนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม
"อย่างประเทศจีน ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่เขาก็มีมหาวิทยาลัยด้านยางโดยเฉพาะ มีสาขาเรียนในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงเทคโนโลยียางชั้นสูงเช่นการผลิตล้อเครื่องบิน แต่บ้านเราไม่มี เราจึงขาดตรงนี้ ยิ่งตอนนี้เราจะมีรถไฟทางคู่ เอายางมาทำไม้หมอนมหาศาลเลย" เชษฐาให้มุมมอง
ไม่ต่างจากอุทัย สอนหลักทรัพย์ ที่มองว่าที่จริงการแปรรูปยางไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการทำอย่างเดียว เกษตรกรที่เก่งๆ หรือรวมกลุ่มกันทำเองได้โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมในครัวเรือน อย่างเช่น เก้าอี้ รองเท้า เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รัฐจะต้องเข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้อุตสาหกรรมยางจากนั้นก็ค่อยๆ ขยับขึ้นไป ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ประเทศอื่นเข้ามากอบโกยเอาไปอย่างทุกวันนี้
"เราต้องยอมรับประเทศไทยมีเด็กๆ เก่ง สมองดีมาก เห็นไปแข่งขันโอลิมปิกได้เหรียญทองมาเยอแยะ ทำไมไม่ให้โอกาสเขาล่ะ คนกรีดยางก็ทำได้ขอให้หาตลาดให้เขา ให้ความรู้เขาเท่านั้นเอง"
ส่วนประเด็นสุดท้ายความคืบหน้า พ.ร.บ.การยางแห่งชาติ ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาแก้ไขรายละเอียดของคณะกรรมาธิการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. อำนวย ปะติเส พูดถึงประเด็นนี้ โดยกล่าวว่าทุกวันนี้การทำงานของแต่ละองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยาง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรและองค์การสวนยาง (อสย.) ไปคนละจุดหมาย จึงไม่สามารถผลักนโยบายได้สำเร็จ โดยเฉพาะแผนระยะยาวเพื่อการต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรม
"ที่ผ่านเรามี 3 หัว หัวหนึ่ง สกย. หัวหนึ่งองค์การสวนยางและอีกหัวหนึ่ง สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการ ทั้ง 3 หัวมีรัฐมนตรีเป็นประธาน การประชุมแต่ละครั้งต้องประชุมทั้ง 3 หัว ถ้า 3 มติไม่ออกทั้งหมดก็มีปัญหา เดินหน้าไม่ได้ ดังนั้น การควบรวมอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อง่ายในการบริหาร และระบบนี้ก็มีการแบ่งเงินเซสที่เป็นธรรมด้วย ไม่ใช่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวและย้ำว่า ก็อยากให้ พ.ร.บ.แก้ไขให้เสร็จในชั้นกรรมาธิการ ถ้าไม่พอใจอย่าเอาออก เอาเข้าไปเพื่อแก้ไขไม่ใช่เพื่อแค่ให้ผ่าน
ขณะที่อุทัย กล่าวเสริมว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้เป็นคู่มือการทำงาน เป็น พ.ร.บ.ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหามันท้าทาย การแก้ไขทุกมาตราก็ไม่ได้เสียเวลามาก เพราะแก้ไม่กี่มาตรา อย่างเช่นสัดส่วนของกรรมการ เงินเซส เรื่องคำนิยาม การแก้ตอนนี้จะง่าย เพราะถ้าเราไม่เอาเข้าตอนนี้ ต่อไปจะมีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลรับรองยากมาก เหมือนกับ พ.ร.บ.สภาเกษตรกรที่ต่อสู้กันมา ตั้งแต่ปี 2518 เพิ่งจะผ่านได้ใช้เมื่อ 8-9 ปีมานี่เอง
"สปช.เราเป็นคนกลางว่าไปเลย แต่จะแก้ยังไงว่ากันไป แต่ละองค์กรไปร่างมาแล้วมาประกบกันแล้วจะเป็นคู่มือในการบริหารงานต่อไปในอนาคตตั้งแต่ต้นน้ำจนกระทั่งปลายน้ำเลย ยิ่งปลายปีหน้าเปิดประชาคมอาเซียนยิ่งต้องตระหนักเรื่องนี้ให้ดีว่าจะเปิดประเทศยังไง เอายางเขมร ลาว พม่าเพิ่มมูลค่ายังไง" อุทัยกล่าวทิ้งท้าย
จากนี้ไปจะต้องจับตาในประเด็นต่างๆ ทั้งการปรับตัวของราคายาง การรวมกลุ่มสถาบันเกษตรกรเป็นหนึ่งเดียว การนำยางมาใช้ประโยชน์ในประเทศแทนการส่งออก ตลอดจนความคืบหน้าของพ.ร.บ.การยางแห่งชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของอาชีพชาวสวนยางพาราในอนาคต
ติดตามการเสวนาความคืบหน้ามาตรการแก้ไขปัญหายางพาราได้ในรายการ "ห้องข่าวฉุกเฉิน" ทางเนชั่น ทีวี ช่อง 22 ออกอากาศระหว่างวันที่ 29-31 ธ.ค.57 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
ราคาประมูล ตลาดกลางยางพาราสงขลา(ณ 26 ธ.ค.57)
ยางแผ่นดิบ 56.00
ยางแผ่นรมควันชั้น 3 60.50
น้ำยางสด ณ โรงงาน 43.00
เศษยาง (100%) ณ โรงงาน 40.00
ที่มา: สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร



