
'ชากาขาว' แห่งเวียงกาหลง ชาสมุนไพรที่เดียวในไทย
23 ธ.ค. 2557
ทำมาหากิน : 'ชากาขาว' แห่งเวียงกาหลง ชาสมุนไพรที่เดียวในไทย : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
แม้แหล่งปลูกชาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่จ.เชียงราย กระจายอยู่ตามพื้นที่อำเภอต่างๆ ประมาณ 45,600 ไร่ โดยพันธุ์ชาที่เกษตรกรนิยมปลูกกัน ได้แก่ อัสสัม อู่หลงก้านอ่อน อู่หลงเบอร์ 12 ชิงชิง ถิกวนอิม และพันธุ์สี่ฤดู แต่ก็ยังมีอีกพันธุ์ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่กลับมีสรรพคุณทางยามากมายมีแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย สำหรับ "ชากาขาว" ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตชากาขาว ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่ปัจจุบันได้กระจายให้เครือข่ายชาวบ้านนำไปปลูกแล้วรับซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงสำเร็จรูป จนได้รับรางวัลโอท็อประดับ 4 ดาวในปี 2555
"ปลูกเป็นที่แรกและมีที่เดียวในประเทศไทยสำหรับชากาขาว เป็นชาอินทรีย์และทุกขั้นตอนการผลิตและแปรรูปจะใช้แฮนด์เมดทั้งหมด จะไม่ใช่เครื่องจักรในการผลิต เรารับซื้อใบชาจากชาวบ้านกิโลละ 200 บาท นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายกิโลละ 3,000 บาทและยังได้รับรางวัลโอท็อป 4 ดาวด้วย"
อรัญญา พินิจ ผู้ประสานงานศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง ซึ่งรับผิดชอบด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สสมุนไพรชากาขาวบอกว่ามีอาม่า ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลงได้นำพันธุ์ชามาจากประเทศจีนมาทดลองปลูกภายในวัด จากนั้นได้ขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงปลูก โดยทางกลุ่มจะรับซื้อผลผลิตเพื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงสำเร็จเพื่อจำหน่ายต่อไป
เธอแจงรายละเอียดต่อว่าสำหรับขั้นตอนการผลิตชากาขาว คล้ายกับชาอู่หลง โดยต้องผ่านกระบวนการหมักบางส่วนหรือที่เรียกว่าชากึ่งหมัก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจัดทำเสร็จภายใน 1 วันเพื่อให้ได้ใบชาที่มีคุณภาพ มีกระบวนการผลิต 3 ขั้นตอน เริ่มจากการเก็บใบชาจากต้นที่มีระยะ 3-6 เดือนขึ้นไป โดยจะต้องเลือกเก็บเฉพาะใบแก่ที่มีลักษณะสีเขียวเข้ม ต่ำจากส่วนยอดอ่อนลงมาระยะหนึ่งและจะต้องไม่มีเมล็ดและดอกปะปนมาด้วย
"ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเก็บใบชาคือช่วงกลางฤดูหนาวจนถึงสิ้นฤดูร้อนหรือตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป โดยเก็บในช่วงที่มีแสงแดดจัด เพราะใบชาจะมีสีเขียวเข้มและมีความชื้นต่ำ ทำให้ชามีรสชาติหวาน เข้มข้นเมื่อผ่านกระบวนการนวด"
อรัญญาระบุอีกว่าหลังจากเก็บใบชาจากแปลงแล้วก็จะนำมาผึ่งแดดเพื่อให้ใบชาระเหยไปทำให้ชามีสี กลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วใบชาที่ได้จะผึ่งไว้เป็นระยะเวลา 15 นาที โดยผึ่งในที่โล่งแจ้งกลางแดดเพื่อให้ใบชาเกิดการคายน้ำ เสร็จการผึ่งก็จะนำมานวดด้วยมือ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้น้ำหนักมือบดขยี้ลงบนใบชาเพื่อให้กลิ่นและรสของชาละลายได้ง่ายเมื่อมีการชงร่วมกับน้ำร้อน เพราะสารประกอบจะถูกคั้นออกมาเคลือบอยู่บนส่วนต่างๆ ของใบชน อีกทั้งเป็นการทำให้ใบชาม้วนเป็นเส้นคล้ายตัวหนอนด้วยเช่นกัน
"ขั้นตอนการนวดชานี้จะทำการนวด 3 ครั้ง สลับกับการผึ่งชากลางที่แจ้ง โดยใช้ระยะเวลานวดประมาณ 5 นาที นวดครั้งที่แรกเป็นการนวดเพื่อแยกใบชา โดยใช้มือคลึงใบชากับกระด้งเบา ๆ และการนวดแต่ละรอบควรใช้ใบชาประมาณ 1 กำมือเพื่อให้ใบชาช้ำโดยทั่วถึงกัน เมื่อนวดเสร็จให้นำใบชามาผึ่งแดดอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้น"
อรัญญาเผยต่อว่าจากนั้นเป็นการนวดเพื่อให้ใบชาแยกออกจากกันและลดขนาดใบชาลง เมื่อนวดเสร็จให้นำไปผึ่งแดดประมาณ 10-15 นาทีอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่การนวดครั้งที่ 3 เพื่อให้ใบชาเกิดรูปทรง ยาว เรียวและขดเล็กที่สุด จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการคั่วชา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไล่ความชื้นให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้ไฟอ่อนคั่วต่อเนื่องประมาณ 20-25 นาทีต่อชาครึ่งกิโลกรัม ชาจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองและมีกลิ่นหอมนำมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป
ชากาขาว นับเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของชาวบ้านเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย หนึ่งในหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวประจำปี 2557 จากกรมการพัฒนาชุมชนที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่เป็นอย่างดี สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อสนง.พัฒนาชุมชน อ.เวียงป่าเป้า โทร.0-5378-1507 ในวันและเวลาราชการ
--------------------------
(ทำมาหากิน : 'ชากาขาว' แห่งเวียงกาหลง ชาสมุนไพรที่เดียวในไทย : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



