
เตรียมตัวให้พร้อม...ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
22 ธ.ค. 2557
เตรียมตัวให้พร้อม...ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นวิธีการตรวจมาตรฐานในปัจจุบัน แพทย์จะใช้กล้องพิเศษซึ่งเป็นท่อยาวขนาดเล็กสอดทางทวารหนักเพื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ โดยจะสามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ได้ หากพบความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือเนื้อผิดปกติอื่นๆ แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งในกรณีที่เป็นติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็ง หลังจากตัดออกผ่านกล้องแล้ว โรคสามารถหายสนิทได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ หรือหากพบเป็นเนื้อที่ผิดปกติ การส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาถือเป็นวิธีการตรวจยืนยันมะเร็งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
๐ การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง
หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด ขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน การเตรียมลำไส้ดังกล่าวสามารถทำมาจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หลังทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย 6-8 ครั้ง หากผู้ป่วยถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียอาจดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมาก อาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย
ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที
๐ ความรู้สึกแรกหลังส่องกล้อง
เมื่อประสิทธิภาพของยานอนหลับหมดลง ผู้ป่วยจะค่อยๆ รู้สึกตัว อาจรู้สึกเวียนหัว ตาลาย หรือหน้ามืด ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรนอนพักผ่อนให้สบายจนรู้สึกตัวดี ในกรณีที่ต้องการลุกขึ้นหรือเปลี่ยนท่าทาง ควรเปลี่ยนอย่างช้าๆ เป็นขั้นตอน จากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน และจากยืนเป็นเดิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสู่สมดุล
การส่องกล้องเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง แต่อาจมีโอกาสเกิดลำไส้ทะลุหรือภาวะเลือดออกได้ในรายที่มีการทำหัตถการร่วมด้วย เช่น การตัดติ่งเนื้อ แต่โอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ขึ้นสูงหลังการส่องกล้องควรกลับมาพบแพทย์ทันทีๆ
๐ การดูแลตนเองเมื่อออกจากโรงพยาบาล
เนื่องจากในขั้นตอนการเตรียมลำไส้ก่อนส่องกล้องจะต้องกินยาระบายเพื่อล้างของเสียที่ค้างในลำไส้ออกมาจนหมด ดังนั้นการถ่ายท้องปริมาณมากร่วมกับการงดน้ำและอาหาร ตลอดจนผลของยานอนหลับที่ได้รับ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วงหรือเพลียบ้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการขับรถเอง และเมื่อกลับถึงบ้าน หากยังรู้สึกเพลีย อาจนอนพักได้ช่วงสั้นๆ ไม่แนะนำให้นอนตลอดเวลาเพราะอาจทำให้อืดหรือแน่นท้องได้ แนะนำให้เดินช้าๆ หรือขยับร่างกายเบาๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ลมที่ค้างภายในระบายออกได้ง่ายขึ้น ความรู้สึกอืดหรือตึงท้องจึงลดลง
ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยใน เมื่อรู้สึกตัวดีหลังส่องกล้องเสร็จ เจ้าหน้าที่จะช่วยนำผู้ป่วยกลับไปยังห้องพัก หากรู้สึกง่วงหรือเพลียอาจนอนพักได้ชั่วครู่ แต่หากไม่รู้สึกง่วง ควรลุกขึ้นเดินช้าๆ เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้กลับมาทำงานปกติได้เร็วขึ้น
ระยะเวลาและข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ซ้ำ 1. สำหรับคนทั่วไป ควรเริ่มตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 50 ปี หากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี 2. สำหรับคนที่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุ 40 ปี หากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี 3.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่มีลักษณะแบน (Sessile or Flat Polyp) หรือขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 3-4 เดือน 4.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร จำนวน 1 ก้อน ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 3 ปี 5.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ ขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร มากกว่า 1 ก้อน ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 1 ปี 6.ผู้ป่วยลำไส้อักเสบชนิด (Crohn’s disease หรือโรคติ่งเนื้อในลำไส้ที่ติดต่อทางกรรมพันธุ์ (Familial Adenomatous Polyposis หรือ FAP) ควรได้รับการตรวจซ้ำทุกปี
ศูนย์ทางเดินอาหาร
โรงพยาบาลไทยนครินทร์
.......................................
(หมายเหตุ เตรียมตัวให้พร้อม...ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ)



