ไลฟ์สไตล์

เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'

เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'

21 ธ.ค. 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected]

 
                                 เรื่องเจดีย์ต้องยกให้พม่า แต่ถ้าเรื่องสถูปเนปาลกินขาด 
 
                                 จำได้ว่า เมื่อได้ประจักษ์กับตาตัวเอง ฉันไม่ขอปริปากเถียง เพราะสถูปพุทธนาถ และ สถูปสวยมภูวนาถนั้น สวยแบบไม่เกรงอกเกรงใจใคร 
 
                                 สุดยอดสถูปอยู่ที่เนปาล เชื่อเถอะ ไม่เกินเลยเลยแม้แต่น้อย ใครไม่เชื่อ ลองใช้บริการสายการบินเนปาล แอร์ไลน์ (0-22667157-9) ให้พาส่งบินตรงม้วนเดียวจบเกือบ 3 ชั่วโมง ไปถึงนครหลวงอย่าง กาฐมาณฑุ 
 
                                 ฉันยังคงปักหลักพักอยู่แถวทาเมล ซึ่งเที่ยวนี้หาที่พักง่ายกว่าครั้งก่อนเยอะ หลังจากคลิกเข้าไปเลือกที่พักอย่างเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำอย่างเอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) มีที่พักราคาต่างๆ ให้เลือกหลากหลายมาก เรียกว่ามีตั้งแต่เกสท์เฮ้าส์ไร้ดาวไปยันโรงแรมห้าดาว
 
                                 จากย่านทาเมล ขอกลับไปยลสถูปใหญ่ที่สุดในเนปาล อย่าง สถูปพุทธนาถ อีกสักรอบ จำได้ว่า เห็นครั้งแรกถึงกับยืนอึ้งไปพัก เคยเห็นแต่ในโปสการ์ดและบนปกหนังสือท่องเที่ยว พอได้ชมของจริงแบบจะจะ แจ่มๆ ลืมไม่ลง   
 
                                 ที่นี่อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุประมาณ 8 กิโลเมตร มาถึงที่นี่ไม่มีอะไรโดดเด่นเท่าดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้งสี่ทิศที่อยู่บนเจดีย์อีกแล้ว และองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2522
 
                                 สถูปแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต ที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักแสวงบุญและพระทิเบต ที่ทยอยมาทำพิธีกันไม่ขาดสาย ฉันเฝ้าดูวิธีการแสวงบุญ เห็นพระทิเบตเดินรอบๆ บริเวณสถูปละลานตาไปหมด 
 
                                 วิธีการแสวงบุญของพระทิเบตเหล่านี้คือ การไหว้แบบอัฎฐังคประดิษฐ์ เป็นการไหว้ให้อวัยวะทั้ง 8 ของร่างกายจรดพื้น เราจึงเห็นพระทิเบตเอาใบหน้าไปแตะที่พื้น ตอนแรกก็งงอยู่ว่าเขาทำอะไรกัน   
 
                                 จะว่าไปแล้ว บรรยากาศที่นี่ จอแจไม่แพ้ย่านทาเมล และ เดอร์บาร์สแควร์ ของเมืองต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกแตกต่างคงเป็นริ้วธงมนตราที่ปลิวสะบัด ดูแล้วก็ชวนให้สัมผัสได้ถึงความเข้มขลัง 
 
                                 จากสถูปพุทธนาถ นั่งรถไปกันต่อที่ สถูปสวยมภูวนาถ เจดีย์ที่นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าวัด ก็มีลิงฝูงใหญ่ทำตัวเป็นรีเซฟชั่นออกมาต้อนรับขับสู้ จนถูกเรียกว่า Monkey Stupa 
 
                                 สถูปเก่าแก่กว่า 2,000 ปีแห่งนี้ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของหุบเขา จุดสูงสุดของสถูปเขียนเป็นรูปดวงตาพระพุทธเจ้า รอบฐานสถูปจะพลุกพล่านไปด้วยนักแสวงบุญที่พากันเดินสวดมนต์ ตลอดจนชาวทิเบตที่แวะเวียนมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนากันไม่ขาดสาย 
 
                                 เมื่อยืนอยู่บนนี้ นอกจากกลายเป็นผู้มีสายตากว้างไกล เพราะมองเห็นทัศนียภาพของหุบเขากาฐมาณฑุได้ทั้งเมืองแล้ว ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่หากอากาศปลอดโปร่งจะสามารถมองเห็นยอดเขาสูงติดอันดับโลก 
 
                                 อย่าเพิ่งรีบร้อนลงจากเขาล่ะ เพราะร้านรวงรอบๆ บริเวณนี้มีแต่ของน่าช็อปทั้งนั้น นักท่องเที่ยวหลายคนลงมติว่า ของเก๋ของดีมากกว่าย่านทาเมลซะอีก ใครที่ไม่รีบร้อนไปไหนจะลองเดินสำรวจข้าวของแถวนี้ก็จะพบว่า เป็นแบบนั้นจริงๆ น่าซื้อไปทุกหย่อมหญ้า 
 
                                 ลงจากสถูปก็ซิ่งรถกลับไปเดินเตร็ดเตร่แถวย่านทาเมลอีกครั้ง แล้วค่อยเดินเลาะตามตรอกซอกซอย ไป เดอร์บาร์ สแควร์ ของเมืองกาฐมาณฑุ  
 
                                 วันนี้ผู้คนพลุกพล่านจอแจมากเป็นพิเศษ เพราะเจอแจ็กพอตเป็นช่วงที่มีเทศกาลพอดี ฮินดูชนจึงออกมาร่วมพิธีกรรมบูชายัญและทำบุญ ได้เห็นสีสันของเนปาลกันชัดๆ ก็วันนี้เอง
 
                                 จำได้ว่ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้เมื่อหลายปีก่อนเจอแจ็กพอตพอดี เพราะเขากำลังมีเทศกาลคล้ายบูชายัญ ที่มีพิธีกรรมน่าสนใจ เพราะพวกเลือดของแพะ แกะ ไก่และควายกองอยู่ตามข้างทาง ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว   
 
                                 คนที่นี่ถือกันว่า คนและสิ่งของต้องมีพลังจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ และการมีพลังนั้นต้องมีเลือด จึงได้นำเอาเลือดของสัตว์มาป้ายรถยนต์และพาหนะต่างๆ  
 
                                 จำได้ว่า ฉันเดินลิ่วหนีกลิ่นคาว แวะเข้าหลบไปในวังกุมารี ที่วันนั้นไม่ยักมีกุมารีโผล่หน้ามาให้ดูเหมือนในหนังสือที่เคยอ่านมา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เพราะวันนี้เห็นสีสันของเนปาลมาเยอะพอแล้ว  
 
                                 ย่านเดอร์บาร์ สแควร์นี้ มักเป็นที่นั่งกินลมชมวิวของบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์ทั้งหลาย  เรียกว่า แค่นั่งดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็คุ้มแล้ว ที่น่าดูคือพวก ฤาษีหนวดเคราเฟิ้ม ห่มผ้าสีเหลืองบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง เยอะแยะไปหมด พวกนี้ตาไวเป็นสับปะรด คอยเล็งนักท่องเที่ยวที่เดินสุ่มสี่สุ่มห้า เข้ามาขอถ่ายรูป จากนั้นฤาษีผู้ทรงศีลจะแบมือขอตังค์ทันที ถ้าขืนไม่ให้ก็จะเดินตามเกาะเป็นปลิง คราวนี้แหละหลุดยาก    
 
                                 ฉันไม่รีบร้อนไปไหน เลยเดินสอดส่องไปรอบๆ จัตุรัสเพื่อสำรวจวัดวาอาราม ปราสาทที่เก่าแก่ที่แสดงภาพความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของชาวเนปาล เพราะเป็นสถานที่ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ 
 
                                 รายรอบบริเวณนี้มีทั้งวัดตะเลชุ สร้างโดยกษัตริย์มเหนทรา มัลละ ด้านหลังมีตลาดสดขายผักผลไม้ อีกมุมหนึ่งเป็นลานกว้างที่วางของเก่า ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง เครื่องเงินขายแน่นพรึ่บไปหมด และจัตุรัสแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี พ.ศ.2522 อีกด้วย   
 
                                 ค่อย ๆ ทำความรู้จักกาฐมาณฑุทีละนิด แล้วจึงค้นพบว่า เมืองแห่งนี้คละเคล้าผสมผสานกันระหว่างร่องรอยแห่งความเก่าแก่กับความทันสมัยของโลกยุคใหม่ แม้จะคลาคล่ำไปด้วยศูนย์กลางของอารยธรรม โบราณสถาน วัดวาอาราม แต่ในเวลาเดียวกันยังเต็มไปด้วยโรงแรมหลายดาว ภัตตาคารหรู ตลอดจนห้างสรรพสินค้า รุกคืบเข้าใกล้ตัวชาวเนปาลีมากขึ้นทุกวัน  
 
                                 วันนี้ ดอกไม้แห่งมิตรภาพเบ่งบานทั่วหุบเขาแห่งศรัทธา กาฐมาณฑุสร้างรอยยิ้มให้คนจรได้ทั้งวี่ทั้งวัน ไม่ว่าเดินไปที่ไหน ชาวเนปาลีจะส่งเสียง "นมัสเต" ทักทายตลอด สิ่งนี้เอง ทำให้คนต่างถิ่นพลอยอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยิน
 
 
 
 
 
 
---------------------------
 
(เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected])