
วิกฤติราคายางลามถึงผู้ผลิตต้นกล้า
วิกฤติราคายางลามถึงผู้ผลิตต้นกล้ากลุ่มเกษตรกรผู้อาภัพที่ถูกมองข้าม : ดลมนัส กาเจรายงาน
แม้กระทรวงอุตสาหกรรม จะอัดฉีดเงินกู้รวมวงเงิน 2.5 หมื่นล้าน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางรับซื้อและเพิ่มกำลังการผลิตยาง ตามที่รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมหามาตรการยกระดับราคายางพารา และล่าสุดมีแนวทางในการแก้ปัญหาได้ 3 แนวทาง คือ 1.การแก้ปัญหาวัตถุดิบล้นตลาด จะสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางขั้นกลาง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท 2.การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ โดยสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อขยายกำลังการผลิตและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต และ3.การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ โดยจะส่งเสริมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง แต่ทั้ง 3 โครงการ อย่างดีก็จะทำให้ได้ราคายางพารา กก.ละ 65 บาทเท่านั้น
สอดคล้องกับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุถึงการแก้ไขปัญหายางราคาตกต่ำว่า มีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งมีผู้แทนชาวสวนยางมาร่วมหารือ เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหา ซึ่งยังประเมินไม่ได้ แต่พยายามทำให้ตัวเลขไม่ต่ำกว่า 50 บาท หรือ 60 บาท
"รัฐบาลไม่ได้รับซื้อยางพารา แต่พูดคุยผู้ประกอบการภาคเอกชนให้รับซื้อในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งได้รับข้อเสนอและอยู่ระหว่างพิจารณาและถ้าไม่ได้ 60 บาท จะได้เท่าไหร่ก็ต้องไปว่ากันตรงนั้น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว (คมชึดลึก 10 ธ.ค.)
ผู้ผลิตต้นกล้าเจ๊งตั้งแต่ปลายปี 2556
นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้ผู้เพาะต้นกล้ายางพาราขาย ได้รับผลกระทบและปิดกิจการเกือบหมดแล้วตั้งแต่ปลายปี 2556 หลังจากที่ต้นกล้ายางพาราบูมที่สุดในปี 2554-2555 เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำ เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้โค่นสวนยางหันปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 80% แล้ว ส่วนที่เหลือต้องขายต้นกล้ายางพาราในราคาที่ถูกมาก จากช่วงที่บูมปี 2555 เคยขายต้นกล้าติดตาเขียวต้นละ 20 บาท ตอนนี้เหลือ 6-7 บาทเท่านั้น
"ผมเคยเตือนมาแล้วว่า ให้ระวัง และชะลอการผลิต เพราะมีแนวโน้มว่าราคายางพาราจะตกต่ำ ผมคะเนตอนนั้นว่า ราคายางพาราน่าจะอยู่ที่กก.ละ 80 บาท แต่ปรากฏว่าราคาตกมากกว่าที่คิดไว้ ตอนนี้เหลือ กก.ละ 40 บาท ยิ่งทำให้เกษตรกรในภาคใต้ส่วนใหญ่เลิกทำสวนยางแล้ว แปลงเพาะต้นกล้ากลายเป็นแปลงร้าง เพราะเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ บางคนที่จะปลูกก็หันมาติดตากล้าผลิตต้นกล้าเอง ผู้ประกอบการเพาะต้นกล้าเจ๊งมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว" นายบุญส่ง กล่าว
รายใหญ่ต้องประคอง...แต่ยอดฮวบ
ด้าน นายขำ นุชิตศิริภัทรา เจ้าของแปลงผลิตและจำหน่ายต้นกล้ายางพาราพันธุ์ ทีเค 311 ที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายต้นกล้าพันธุ์ยางพาราเก่าแก่และรายใหญ่อีกแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง บอกว่า หลังจากที่ราคายางพาราตกต่ำ รัฐบาลมัวแต่มองปัญหาของชาวสวนยาง แต่เกษตรกรที่ผลิตและจำหน่ายกล้ายางพารากลับไม่มีใครมอง แต่เกษตรกรกลุ่มนี้ไม่เคยออกมาเรียกร้องใดๆ ทั้งที่เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตกล้าไม่สามารถขายได้เลย บางรายเลิกกิจการ ส่วนบางรายที่ยังอยู่ยอมขายต้นกล้าพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็มต้นละเพียง 7 บาท แม้จะขาดทุนก็ต้องขายเพราะไม่มีเงินเข้ามาจุนเจือในครอบครัว ส่วนรายใหญ่ต้องประคองไปเรื่อยๆ ทั้งที่ยอดตกฮวบว่า 60%
"ตอนนี้รายใหญ่อยู่ได้ เพราะเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ได้รับเงินทุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยาง (สกย.) หรือที่เรียกว่าเงินสงเคราะห์ที่โค่นยางเก่ามาปลูกยางพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่า ตามนโยบายของ สกย.ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกยางพาราพันธุ์ใหม่ทดแทนพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ที่เริ่มมีโรคระบาด และให้ผลผลิตน้อย ทำให้เกษตรกรหันมาหายางพันธุ์ใหม่ ผู้ประกอบการรายใหญ่ พอประคองกิจการอยู่ได้ แต่ยอดตกเป็นอย่างมากและราคาถูก อย่างพันธุ์ 251 ของสถาบันวิจัยยาง ที่ให้ผลผลิตดีกว่า ขายต้นละ 18-20 บาทเท่านั้น ส่วนพันธุ์ เคที 311 ต้นละ 45-50 บาท" นายขำ กล่าว
ถ้ายางราคา กก.80 บาทกิจการฟื้น
ขณะที่ นายขุนศรี ทองย้อย รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์พืชครบวงจร จำกัด หรือซีพีเอส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งดูแลและรับผิดชอบด้านต้นกล้ายางพารา เจวีพี 80 ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ธุรกิจต้นกล้ายางพาราของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา ยอดตกกว่า 50% หลังจากที่ยางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่าฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงญี่ปุ่นที่ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญช่วงนี้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตกต่ำ เหลือบาห์เรนละกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จะฉุดราคายางพาราให้ตกต่ำได้ เนื่องจากยางสังเคราะห์ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมราคาก็ตกต่ำด้วย แต่หากราคายางพาราขึ้น กก.ละ 70-80 บาท กิจการต้นกล้ายางพาราก็จะฟื้นขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง
"ที่จริงถ้าราคายางพารา กก.ละ 60 บาท ถ้าเจ้าของกรีดเองเกษตรกรกรก็อยู่ได้ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยในภาคอีสาน และผมมั่นใจว่าราคายางพารา กก.ละ 60 บาท ยังดีกว่าปลูกพืชชนิดอย่างอื่นหลายอย่าง ยกตัวอย่างง่ายๆ ยางพันธุ์เจวีพี 80 ของซีพีเอส ให้ผลผลิตไร่ละ 500 กก./ไร่/ปี เฉลี่ยแล้วหากกรีดวันเว้นวันเท่ากันพื้นที่ 1 ไร่จะได้ 4 กก. พื้นที่ 10 ไร่ได้วันละ 40 กก.ขายราคา กก.ละ 60 บาท ไม่ต้องแบ่งจะได้เงินวันละ 2,400 บาท ถือว่ารายได้ดี พอต้นยางอายุมาก สามารถขายต้นได้ แต่ตอนนี้ราคา กก.ละเพียง 41 บาท กระทบถึงผู้ผลิตต้นกล้าด้วย จะเห็นได้ว่าในพื้นที่ภาคอีสาน แปลงเพาะต้นกล้ายางพารา เลิกกิจการไปแล้วจำนวนมาก" นายขุนศรี กล่าว
จะเห็นได้ว่า ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง กก.ละ 40 บาท ไม่เพียงแต่ชาวสวนยางที่เดือดร้อน หากแต่ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายต้นกล้าที่ต้องปิดกิจการจำนวนไม่น้อยเช่นกัน



