
เก็บค่ายกรถเกินความจริง
11 ธ.ค. 2557
เปิดซองส่องไทย : เก็บค่ายกรถเกินความจริง : โดย...ลุงแจ่ม
เรื่องมีอยู่ว่ากระผมถูกเอาเปรียบจากการรถไฟฯ ดังนี้ เพื่อให้ลุงแจ่มได้มีโอกาสถ่ายทอดให้ชาวบ้านระวังเพื่อไม่ต้องเสียเงินแบบผม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2557 ผมได้นำรถจักรยานยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปที่ จ.พิษณุโลก โดยขบวนรถไฟฟรี เที่ยวประมาณ 10.00 น. ที่สถานีรถไฟดอนเมือง เมื่อนำรถไปติดต่อ เจ้าหน้าที่ที่คิดค่าธรรมเนียมบอกให้ไปซื้อตั๋วก่อนจากนั้นให้กลับมาคิดค่าระวางนำรถไปที่ จ.พิษณุโลก 560 บาท ผมจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ไปหาคนยกรถจักรยานยนต์ขึ้นรถไฟเอาเอง เป็นเอกชนที่มาร่วมบริการด้วย
โดยคิดค่ายกขึ้นรถไฟผมเกินจริง คือ 280 บาท (ราคาประกาศ การรถไฟ ยกขึ้น 80 ยกลง 60 รวม 140 บาท) ผมสังเกตว่า จะเป็นขบวนการถ้าเห็นใครนำรถจักรยานยนต์ขึ้นรถไฟครั้งแรก มองออกว่าไม่ค่อยรู้จะใช้วิธีรวมหัวกัน นำตั๋วมาแม็กทับใบค่าระวาง หลายเย็บให้แกะอ่านยาก เพื่อปิดไม่ให้เห็นค่ายกขึ้นรถไฟเพียง 140 บาท กว่าผมจะมาเปิดดูบนรถไฟ กว่าจะแกะแม็กออกอย่างยากเย็นหลายตัวก็มาพบทีหลังว่า ค่ายกขึ้นลงเพียง 140 บาทเท่านั้น
พอคุยให้เจ้าหน้าที่บนรถไฟฟัง เขาอ้างก่อนเลยว่า เป็นภาคเอกชนที่มาร่วม พอมีเรื่องบอกก่อนเลยเป็นภาคเอกชน ผมคิดว่าไม่ว่าท่านจะอนุญาตให้ใครมาทำมาหากิน บนพื้นที่ของการรถไฟฯ ท่านจะต้องรับผิดชอบ จึงอยากให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยหวังว่าจะประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนทราบและระมัดระวัง หากต้องการต้นขั้วของเรื่องภายหลังเพื่อการอ้างอิง ผมจะส่งให้เพราะผมเก็บไว้อย่างดี
อั๋น
ตอบ
นางนวลอนงค์ วงษ์จันทร์ หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2557 ผู้ร้องเรียนได้ไปติดต่อเจ้าหน้าหน้าที่สถานีดอนเมือง เพื่อนำสัมภาระรถจักรยานยนต์บรรทุกส่งไปกับขบวนรถไฟฟรีเที่ยวประมาณสิบโมงเช้า (10.00 น.) เจ้าหน้าที่คิดค่าระวางเป็นเงินจานวน 560 บาท และบอกให้ผู้ร้องไปหาคนยกรถจักรยานยนต์ขึ้นรถไฟที่เป็นเอกชนร่วมบริการเอง โดยถูกเรียกเก็บค่ายกเกินจริงจำนวน 280 บาท (ราคาประกาศการรถไฟฯ ค่ายกขึ้น 80 บาท ค่ายกลง 60 บาท จึงอยากให้การรถไฟฯ รับผิดชอบที่อนุญาตให้เอกชนมาทำมาหากินบนพื้นที่ของการรถไฟฯ)
การรถไฟแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่า ทางการรถไฟฯ ได้ดำเนินการสอบสวนพนักงานตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.วี.บี. ผู้กระทำความผิดดังกล่าว ปรากฏว่าพนักงานคนดังกล่าวได้กระทำความผิดจริงและได้ถูกไล่ออกจากงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทยินยอมชดใช้เงินในส่วนที่เรียกเก็บจากผู้ร้องจำนวน 140 บาท (หนึ่งร้อยสี่สิบบาทถ้วน) โดยให้ผู้ร้องมารับเงินชดเชยได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ ศูนย์ประชาสัมพันธ์และบริการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การรถไฟฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่กวดขันผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับโดยเคร่งครัดต่อไป
ลุงแจ่ม
โรงงานขึ้นใหม่ทำน้ำเน่าเสีย
มีโรงงานเครื่องกรองน้ำได้ตั้งขึ้นมาใหม่ตรงข้ามบ้านของกระผม โรงงานแห่งนี้ส่งเสียงดังเป็นอย่างมาก มีกลิ่นเหม็นรบกวน ปล่อยน้ำเสีย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อาศัยอยู่รอบข้าง ทำให้บ่อน้ำที่ผมใช้ในการประกอบอาชีพ (ปลูกบัวขาย) เน่าเสีย บัวไม่ขึ้น ขาดรายได้
ร้องเรียนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นหน่วยงานใกล้บ้านก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เห็นมีใครเข้ามาดูแลเลย ผมต้องขาดรายได้จากการขายบัว เพราะน้ำเน่าเหม็น ลำพังรายได้จากการเก็บบัวก็แทบจะไม่พอใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่นี่เก็บขายไม่ได้เลยแล้วชีวิตผม และครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร รบกวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาให้อย่างเร่งด่วนด้วย
นายเกษม
ตอบ
นายชัชวาลย์ กรเกษม นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ชี้แจงว่า เรื่องของเสียง ดังนั้น อบต.ได้แจ้งให้อุตสาหกรรมจังหวัดเข้ามาตรวจสอบระดับเสียงว่าเกินกำหนดหรือเปล่า โดยอุตสาหกรรมจังหวัดได้เข้ามาตรวจแล้ว ปรากฏว่าเสียงไม่ดังตามที่มาตรฐานกำหนด
ส่วนเรื่องน้ำเน่า น้ำเหม็นนั้น อุตสาหกรรมจังหวัดก็ได้เข้ามาตรวจเหมือนกัน โดยมีสารโลหะหนักบางอย่างที่มันเกินในน้ำ จึงทำให้น้ำมีกลิ่นเหม็น อบต.จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงงานแห่งนี้แล้ว โดยให้เร่งแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน แต่โรงงานแห่งนี้กำลังอยู่ในระหว่างสร้างโรงงานใหม่ กำลังดำเนินการอยู่
จริงๆ แล้ว อบต.ก็ดูแลมาโดยตลอด คนที่ร้องเรียนเข้ามาค่อนข้างเข้าใจยาก เพราะน้ำบริเวณนี้เป็นมาหลายปี ก็แก้ปัญหามาหลายปีเช่นกัน เรื่องนี้อำเภอก็รับทราบถึงสาเหตุทั้งหมด ทุกครั้งที่ตรวจสอบจะประสานงานกับอำเภอ และอุตสาหกรรมจังหวัดช่วยกันดูแล ถ้าทุกอย่างเกินมาตรฐานก็ต้องแก้ไข ต้องใช้ระยะเวลาเพราะโรงงานกำลังปรับปรุงอยู่
ลุงแจ่ม
สามี(ตัวดี)จดทะเบียนรักษาสิทธิ
ดิฉันและสามีแต่งงานอยู่กินกันมา 12 ปีค่ะ เราไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน เราอยู่ด้วยกันมาอย่างราบรื่นค่ะ แต่ไม่มีลูกด้วยกัน ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย แต่จู่ๆ ดิฉันก็แทบช็อก เมื่อทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว สามีไปมีผู้หญิงอื่น ซึ่งอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง เนื่องจากสามีทำงานเป็นพนักงานขาย ต้องเดินทางออกต่างจังหวัดเดือนละหลายครั้ง เลยทำให้ดิฉันไม่เคยคิดสงสัยอะไรเลย มารู้อีกที ก็เมื่อผู้หญิงคนนั้นมีลูกกับสามีแล้ว
ดิฉันทราบ เพราะสามีรับจดทะเบียนเด็กเป็นลูก ความลับที่เคยมีเลยแตกค่ะ
หลังทราบเรื่องดิฉันทุกข์ใจมาก เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เราคุยกันดีๆ ดิฉันบอกว่า จะหลีกทางให้ เพราะถ้าอยู่ด้วยกันไปก็คงหาความเชื่อใจไม่ได้ แต่สามีบอกว่า ไม่ยอมเลิกกับดิฉันค่ะ และจะไม่จดทะเบียนกับผู้หญิงคนนั้นด้วย เพียงแต่รับรองบุตรเท่านั้น พร้อมกันนั้นสามีก็ชวนดิฉันไปจดทะเบียนสมรส เพื่อที่จะให้ดิฉันมั่นใจว่า ทรัพย์สินที่มีอยู่จะเป็นของดิฉันอย่างถูกต้อง
ดิฉันอยากทราบว่า ผู้หญิงอีกคน มีสิทธิเรียกร้องให้สามีจดทะเบียนสมรสด้วยไหมคะ เธอจะใช้เรื่องที่มีลูกด้วยกัน มาอ้างให้สามีต้องจดทะเบียนได้ไหมคะ แล้วถ้าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับสามี จะมีสิทธิจริงดังที่สามีบอกหรือเปล่าคะ
ส้ม
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า ถึงแม้ผู้หญิงอีกคนมีลูกกับสามีของคุณ ซึ่งถือว่าเป็นภรรยานอกกฎหมาย เธอไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้สามีของคุณจดทะเบียนสมรสด้วย จะอ้างว่ามีลูกด้วยกัน จึงบังคับให้สามีของคุณจดะเบียนสมรสด้วยนั้น ไม่มีกฎหมายรองรับ และเธอไม่สามารททำได้
ส่วนในกรณีที่สามีของคุณชวนไปจดทะเบียนสมรสนั้น ควรรีบไปจดทะเบียนสมรสกันซะ เพราะหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้ว คุณจะกลายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทันที และภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะได้มีสิทธิในสินสมรสกับสามีคนละครึ่ง หมายถึงว่า หลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ทรัพย์สินที่มีอยู่ ซึ่งหามาได้ หลังจากที่คุณและสามีแต่งงานกันแล้ว ซึ่งหมายถึงสินสมรส จะเป็นของคุณและสามีคนละครึ่ง
หากต้องหย่ากัน สินสมรสที่มีอยู่ทั้งหมดก็จะต้องแบ่งกันคนละครึ่งด้วย แต่ในขณะที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จะไม่มีคำว่า สินสมรส และกฎหมายไม่รองรับ
ลุงแจ่ม



