
ฉลองอย่างไร ปลอดภัยต่อ...ตับ
11 ธ.ค. 2557
ดูแลสุขภาพ : ฉลองอย่างไร ปลอดภัยต่อ...ตับ
อีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่กันอีกครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าพูดถึงการเฉลิมฉลองไม่ใช่แค่เทศกาลปีใหม่อย่างเดียว แต่เกือบทุกเทศกาลที่คนมักกินดื่มกันจนลืมตัว ซึ่งอาหารที่กินกันส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง อาหารมัน ปิ้ง ย่าง ซีฟู้ด แถมถ้าจะให้ฟินสุดๆ ก็ต้องเสิร์ฟพร้อมแอลกอฮอล์ แล้วไหนจะขนมหวาน ขนมเค้ก แล้วตับของเราจะไหวไหม ถ้าตับของเราพูดได้คงบอกกับเราว่า “เทศกาลทั้งหลายจ๋า ตับขอลาก่อน”
คนไทยเป็นโรคตับกันไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่จำเป็นต้องเทศกาลเลย เห็นดื่มกันตลอด ยิ่งช่วงเทศกาลไม่ต้องพูดถึง มีวันหยุดกี่วันไม่รู้ล่ะจะต้องดื่มทุกวัน แถมยังชอบรับประทานกันตอนกลางคืนเสียด้วย
โดยปกติการรับประทานอาหารตอนกลางคืน ร่างกายก็ไม่ชอบอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ตับอย่างเดียวที่ต้องทำงานหนัก เพื่อนๆ ของตับอย่างกระเพาะ ลำไส้ ก็ต้องทำงานหนักไปด้วยเหมือนกัน ถ้าพวกมันรวมตัวกันประท้วงไม่ทำงานให้เราขึ้นมาล่ะก็ งานนี้ตัวใครตัวมันแล้วกัน ก็ยังอยากพักผ่อนนอนหลับเลย อวัยวะภายในร่างกายของเราก็อยากพักผ่อนเหมือนกัน แต่เรากลับบังคับให้มันต้องทำงานหนัก ด้วยการกินเข้าไปในปริมาณมากเกินที่ร่างกายต้องการ
ตับมีหน้าที่ในการย่อยอาหารประเภทไขมัน และกำจัดของเสียอย่างแอลกอฮอล์ จะรับประทานอะไรก็ควรรับประทานอย่างมีสติ ไม่ใช่ว่าอะไรอร่อยก็เอาเข้าปากหมดทุกอย่าง มันก็เกินความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ อวัยวะก็ต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดส่วนเกินที่ร่างกายต้องการแต่ก็ไม่สามารถกำจัดออกไปได้หมด เมื่ออาหารถูกทานเข้าไปมาก แต่กลับถูกขับออกมาไม่หมด ตับจึงต้องคอยเก็บสะสมของเหลือจากร่างกายเอาไว้นานๆ เข้าอาจกลายเป็นไขมันสะสมในตับได้
ปาร์ตี้อย่างไร ให้ตับไม่โกรธ
การรับประทานอาหาร
ควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน เพราะนอกจากตับจะต้องทำงานหนักแล้ว อาจทำให้เกิดอาการแพ้ ท้องเสีย อาเจียนและติดเชื้อรุนแรงได้อีกด้วยหรืออาจติดเชื้อตับอักเสบ โดยเฉพาะ ไวรัสตับอักเสบ A ที่สามารถติดต่อได้ง่ายทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น อาหารทะเลที่เรามักจะชอบรับประทานในช่วงเทศกาลต่างๆ
การดื่มแอลกอฮอล์
ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เลยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็มักจะทำกันไม่ค่อยได้ แถมบางคนยิ่งห้ามกลับเหมือนยิ่งยุเข้าไปอีก เอาเป็นว่าถ้าหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ เราก็ควรจะมาเรียนรู้ว่าดื่มอย่างไรให้ตับของเราเสียหายน้อยที่สุด หากจะต้องดื่มแอลกอฮอล์จริงๆ ก็ควรดื่มในปริมาณที่น้อยเลือกชนิดที่จะดื่ม เช่น เบียร์ ไวน์ หรือวิสกี้ เพราะแต่ละอย่างก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันออกไป
ที่สำคัญคือ ดื่มอย่างไรให้เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วเกิดผลเสียต่อตับน้อยที่สุดนั่นคือ อย่าดื่มตอนท้องว่าง แอลกอฮอล์คือแคลอรี่อย่างหนึ่งที่ร่างกายต้องดูดซึม เพียงแต่มันไม่ใช่แคลอรี่ที่ดีที่ร่างกายต้องการ ถ้าเรารับประทานอะไรเข้าไปก่อนดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายของเราก็จะดูดซึมแคลอรี่จากอาหารไปก่อน ก็จะทำให้ดูดซึมแอลกอฮอล์ได้น้อยลง รวมถึงรูปแบบของการดื่มเช่น ถ้าเป็นวิสกี้กับน้ำเปล่า เปอร์เซ็นต์ของการดูดซึมจะน้อยกว่าการดื่มกับโซดา เพราะโซดามีความเป็นเคมีในส่วนที่เป็นกรดซึ่งจะเพิ่มการดูดซึมได้มากกว่าน้ำเปล่า ปริมาณในการดื่ม อย่างที่บอกไปแล้วว่าหากจำเป็นต้องดื่ม ควรดื่มในปริมาณที่น้อย ปริมาณที่ร่างกายรับได้ คือ 1 หน่วยของภาชนะที่ใส่ในรูปแบบนั้นๆ เช่น เบียร์ 1 กระป๋อง, ไวน์ 1 แก้ว, วิสกี้ 1 ช็อตได้เท่านี้จริงๆ แต่ทางที่ดีไม่ควรดื่มเลยซักนิด ปัญหาหรือโทษที่จะเกิดขึ้นต่อตับอาจยังมองไม่เห็นในวันนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรระวังในช่วงเฉลิมฉลอง นอกจากการปาร์ตี้แล้ว คือ เรื่องของฝากจำพวก วิตามิน และอาหารเสริมทั้งหลาย บางคนซื้อมาฝากจากต่างประเทศ คนรับก็เสียดายเพื่อนอุตส่าห์ซื้อมาราคาก็แสนแพง ก็เลยต้องรับประทาน แต่วิตามินหรืออาหารเสริม รวมถึงสมุนไพรบางตัวอาจมีผลต่อตับ ก่อนรับประทานจึงควรอ่านฉลากให้ดี ถ้าตัวไหนมีผลต่อตับก็ควรหลีกเลี่ยง ถ้าถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนมีผลต่อตับ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ยาจำพวกฮอร์โมน วิตามิน หรืออาหารเสริมที่มีข้อบ่งชี้เป็นยาลดน้ำหนัก หากเป็นจำพวกนี้มักจะมีผลต่อตับ ทางที่ดีก่อนทานอะไรควรปรึกษาคุณหมอก่อน “เวลาที่เราต้องรักษาโรคต่างๆ ด้วยการทานยา เรายังกลัวกันเลยว่าทานยาไปแล้วจะมีผลต่อตับ แต่กับวิตามินหรืออาหารเสริมที่เราได้มาโดยไม่รู้ที่มาที่ไปเรากลับไม่กลัว แต่เรากล้ารับประทานโดยที่ไม่ได้ฉุกคิดกันเลยว่าจะมีผลต่อตับหรือไม่” ก่อนตัดสินใจทานอะไรควรคิดหน้าคิดหลังกันให้ดีๆ
การรับประทานอาหาร ถ้ารับประทานแล้วอร่อยและมีคุณค่าร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่นั้นเป็นสิ่งที่ดีถ้าจำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ควรดื่มอย่างมีสติ การที่เราให้ความสำคัญกับสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว การไม่ปล่อยให้ตัวเองป่วยด้วยโรคที่เราทราบสาเหตุเป็นอย่างดีและสามารถป้องกันได้มันสำคัญมาก มันจะน่าเจ็บใจแค่ไหนที่เรารู้ว่าสูบบุหรี่แล้วจะเป็นมะเร็งปอด แต่เราก็สูบ เรารู้ว่าดื่มแอลกอฮอล์แล้วตับจะแข็งแต่เราก็ดื่ม รู้ว่าตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีจะช่วยให้เรารู้ทันป้องกันโรคได้ทันท่วงที แต่เราก็ปล่อยเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าใช้ชีวิตอย่างเดิม จนวันหนึ่งเป็นโรคขึ้นมา แล้วเราจะไปโทษใครได้”
พญ.สุภา เกี่ยวศรีกุล
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สาขาโรคทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์



