ไลฟ์สไตล์

เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’

เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’

07 ธ.ค. 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’ : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง

 
                 ทั้งที่จริง เนปาล เป็นรักแรกของการเดินทาง ฉันจึงไม่ควรปล่อยให้เนปาลนานขนาดนี้ แต่ก็ทิ้งเวลานานกว่า 10 ปี กว่าจะหวนไปหาเนปาลอีกรอบ
 
                 ก็เนปาลนี่แหละ ทำให้ฉันเชื่อว่า ”มิตรภาพ” เป็นของสมนาคุณที่ดีจากการเดินทางเสมอ ได้กัลยาณมิตรก็จากทริปเนปาลนี่เอง เที่ยวนี้เลยควงกัลยาณมิตรที่เจอกันครั้งนั้น หวนกลับไปเนปาลด้วยกันอีกสักหน
 
                 เที่ยวนี้ลองใช้บริการสายการบินเนปาล แอร์ไลน์ส (0-22667157-9) ให้พาส่งบินตรงม้วนเดียวจบถึงนครหลวงอย่าง กาฐมาณฑุ ก็ต้องยอมรับว่า ที่นั่งสะดวกสบาย บริการบนเครื่องก็ได้มาตรฐาน นั่งเพลินๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายแล้ว
 
                 เรียกว่าเป็นแพทเทิร์นของนักเดินทางที่มากาฐมาณฑุเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเที่ยวแรกหรือเที่ยวไหน ก็ยึดย่านทาเมล เป็นจุดตั้งหลักทั้งนั้น ซึ่งเที่ยวนี้ง่ายกว่าครั้งก่อนเยอะ เพราะมีตัวช่วยในการเลือกที่พักอย่างเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำอย่างเอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) มีที่พักราคาต่างๆ ให้เลือกหลากหลายมาก เรียกว่า มีตั้งแต่เกสต์เฮ้าส์ไร้ดาว ไปยันโรงแรม 5 ดาว ทำให้เที่ยวนี้หาที่พักง่ายขึ้นเยอะ
 
                 รถแท็กซี่พาฝ่าเมืองฝุ่นมาถึง ย่านทาเมล ที่ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป มุมนี้ของกาฐมาณฑุก็ยังรักษาระดับความคึกคักได้อย่างคงเส้นคงวา นักเดินทางสะพายเป้ยังเดินกันปลิวว่อนเกลื่อนทาเมล ที่นี่ยังเป็นเหมือนเมกกะของคนแบกเป้เสมอ ไม่ว่าจะปีนเขา เทรกกิ้ง หรือชมวัดวาอาราม ก็ต้องมาป้วนเปี้ยนกันแถวทาเมลก่อน
 
                 พูดอย่างคนชอบสังเกตการณ์ ฉันว่า บางอย่างยังคงอยู่ บางอย่างเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็เสียงแตรรถที่ฉันว่าทุเลากว่าก่อนเยอะ จำได้ว่า แรกสัมผัสกาฐมาณฑุเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีแต่เสียงแตรคอยคลอเคลียอยู่ข้างหู จนแอบเรียกเมืองนี้ว่า "เมืองแตร" เพราะคนที่นี่เขาบีบแตรประสานเสียงกันวุ่นวาย แต่มาเที่ยวนี้ไม่ปี๊ดป๊าดเหมือนเที่ยวก่อน
 
                 แต่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม น่าจะฝุ่นควันที่ตลบอบอวล คละคลุ้งเต็มถนน จนผู้คนต้องพกผ้าปิดจมูกและปากกันเกือบทุกคน สมญานาม ”เมืองฝุ่น” น่าจะยังคงใช้ต่อไปได้
 
                 นี่แหละ กาฐมาณฑุ เมืองที่ฝุ่นควันและเสียงแตรรถกลายเป็นเสน่ห์ประจำตัว ที่เมื่อไหร่เกิดนึกเหม็นขี้หน้าขึ้นมา ฉันก็มักนึกถึงสีสันบนผืนผ้าส่าหรีของสาวชาวเนปาลี ช่วยเพิ่มคะแนนให้กาฐมาณฑุมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกนิด เพียงพอที่จะเติมให้หัวใจของฉันกระชุ่มกระชวยและมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เพราะสีสันของส่าหรีมันบาดตาบาดใจฉันเหลือเกิน
 
                 เช้าวันที่กาฐมาณฑุยังคงถูกห่อไว้ด้วยไรฝุ่นและหมอกควัน ฉันออกสำรวจเมืองให้หายคิดถึงที่หมายแรกของวันนี้คือ "เมืองปาตัน" เมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งแห่งกาฐมาณฑุ ที่ภาพความน่ารักยังติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้
 
                 บางคนบอกชอบอาคารเก่าแก่ของเมืองนี้ ที่มีสีน้ำตาลอมแดง เวลาถ่ายรูปออกมาแล้ว สีสันจี๊ดจ๊าดถูกใจ
 
                 ย่านเดอร์บาร์ สแควร์ ของเมืองปาตัน ช่วงต้นฤดูท่องเที่ยวแบบนี้ เต็มไปด้วยนักย่ำโลกจากฝั่งตะวันตก ฝรั่งบางคนเดินโขยกเขยก ลักษณะนี้ขอสันนิษฐานว่า คงเพิ่งกลับจากเทรกกิ้งจากบนหิมาลัยแน่นอน
 
                 เดินโต๋เต๋ชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองปาตัน เห็นภาพผู้คนประกอบกิจวัตรประจำวัน บ้างนั่งขายของผักสดผลไม้อยู่ริมทาง บ้างเดินตื๊อขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ใครว่างก็มานั่งล้อมวงคุยกันแถวเดอร์บาร์ สแควร์
 
                 เมืองปาตันนั้น สุดหรรษา มีทั้งวัดฮินดูและวัดพุทธให้นักท่องเที่ยวได้แวะชื่นชมความงาม สุดแล้วแต่ว่าใครจะขวักไขว่แบบไหน
 
                 จากเมืองเก่าปาตัน ก็เคลื่อนขบวนไปเที่ยวเมืองเก่าอย่าง "บักตะปูร์" ที่อยู่ห่างจากกาฐมาณฑุ ไปประมาณ 14 กิโลเมตร
 
                 อย่างที่รู้กันว่า บักตะปูร์ สถานที่ถ่ายหนังเรื่องลิตเดิ้ลบุดดา นักท่องเที่ยวที่มาก็ล้วนแต่อยากไปเห็นกับตาสักครั้ง
 
                 ก่อนเข้า พะยักพะเยิดกันอยู่พักใหญ่ เพราะเมืองมรดกโลกแห่งนี้ เก็บค่าเข้าชมด้วย แถมกระโดดจากคนละ 5 ดอลลาร์ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นคนละ 15 ดอลลาร์
 
                 แต่ในที่สุดก็ยอมจ่าย ไม่ใช่เพราะบักตะปูร์มีสายสะพายมรดกโลก แต่เพราะจำได้แม่นยำว่า ความสวยคลาสสิกของบักตะปูร์นั้นไม่ธรรมดา
 
                 เพราะเป็นเมืองที่ชาวบ้านแถวนี้ ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก ภายในหมู่บ้านมีการปั้นหม้อปั้นไหด้วยวิธีแบบดั้งเดิม แม้ตัวเมืองได้รับการพัฒนาให้เจริญไปไกล แต่บักตะปูร์ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบเก่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
 
                 ด้วยความที่เป็นเมืองในสมัยกลาง จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 17 เดอร์บาร์ สแควร์ของเมืองนี้ ดูอลังการและสวยงามกว่าเมืองปาตัน ผู้คนแลดูพลุกพล่านน้อยกว่ากาฐมาณฑุและปาตัน ภายในบริเวณรายล้อมด้วยวัด รูปปั้น แท่งเสาหิน ที่แฝงเร้นไปด้วยประวัติอันน่าสะพรึงกลัว ขนาดซอกซอยของบักตะปูร์ยังน่าดูและน่าเดินเลย เพราะนอกจากชาวบ้านแล้ว พวกข้าวของที่วางขายก็ทำให้จิตใจนักท่องเที่ยวปั่นป่วนได้สำเร็จ ยิ่งใครชอบพวกเครื่องประดับ และของแต่งบ้าน บอกได้เลยว่ามีรายการเสียสตางค์แน่
 
                 บักตะปูร์ไม่ได้มีแค่เดอร์บาร์ สแควร์ แต่ยังมีจัตุรัสเล็กจัตุรัสน้อยอีก 2-3 จัตุรัส ที่นักเดินทางค่อยๆ เดินลัดเลาะชมเมือง
 
                 คุ้ม...คุ้มจริงๆ คุ้มจนอยากเดินกลับไปจ่ายค่าเข้าชมตรงปากทางเพิ่มอีกให้เท่าตัว
 
                 ลัดเลาะแถวเดอร์บาร์ สแควร์ ไปเจอจัตุรัสแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของ วัดนยาตาโปลา ซึ่งอยู่บนจุดสูงที่สุดในหุบเขาแห่งนี้ ดูท่ากำลังมีการทำพิธีกรรมอยู่ภายในวัด เลยเผ่นแน่บออกมา ไม่อยากเข้าไปกวนใจชาวเนปาลีให้เสียสมาธิ
 
                 ออกจากวัดปุ๊บ จึงเดินดุ่มๆ ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งย่านเดอร์บาร์  สแควร์ เลยได้ชมภาพจากมุมสูง เห็นเมืองบักตะปูร์ทั้งเมือง ดูโดยรวมแล้วเมืองนี้มีความงามในเชิงสถาปัตยกรรม ผสานกับความงามทางธรรมชาติอย่างลงตัว ภาพทิวเขาที่ทอดยาว โอบล้อมเมืองนี้ไว้ ดูทีไรอบอุ๊น อบอุ่น
 
                 ความจริงถ้าดินฟ้าอากาศเป็นใจ จะมองเห็นแบ็กกราวนด์ข้างหลังเป็นภูเขาหิมะสีขาวโพลน เป็นเทือกจากบักตะปูร์ได้เหมือนกัน
 
                 สำหรับคนชอบเมืองเก่า ค่อยๆ เที่ยวจากเมืองปาตันมายันเมืองบักตะปูร์ รับรองว่า อิ่มเอิบกับ 2 เมืองเก่าแสนคลาสสิกอย่างแน่นอน