
'มงคลชีวิต'ที่'อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน'ได้รับใช้มูลนิธิชัยพัฒน
06 ธ.ค. 2557
'มงคลชีวิต' ที่ 'อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน' ได้รับใช้มูลนิธิชัยพัฒนา : คอลัมน์ ตึกแถวอพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ในช่วงเวลาแห่งการฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง ในช่วงวันหยุดนี้ผมมีโอกาสใช้เวลานั่งเงียบๆ ทบทวนสิ่งที่ทำมาในอดีต ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ได้ทำหน้าที่สถาปนิกได้ทำการออกแบบ และวางผังอาคารน้อยใหญ่มามากมาย ตั้งแต่มูลค่าหลักแสน, หลักล้าน, หลักสิบล้าน, หลักร้อยล้านและในบางโอกาสก็ได้ทำงานหลักพันล้านบาท ตามแต่กาลเทศะและโอกาส แต่สารภาพตามตรงแล้ว งานที่ผมภาคภูมิใจที่สุด คือการที่ได้มีโอกาสทำงานเป็นข้ารองพระบาทรับใช้ “มูลนิธิของพ่อหลวง” คือ “มูลนิธิชัยพัฒนา” เมื่อหลายปีก่อน
ผมยอมรับครับว่า เป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุด ทั้งยังเป็น “มงคลชีวิต” อย่างที่สุด ทั้งเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตทางความคิดแบบก้าวกระโดด ที่จากเดิมผมก็ไม่แตกต่างอะไรกับบรรดาสถาปนิกที่มีโอกาสไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ทำงานกับฝรั่งตาน้ำข้าวทั่วไป ทำให้หลงใหลได้ปลื้มกับวัสดุอุปกรณ์ในการออกแบบ ตกแต่ง รวมไปถึงความนิยมชมชอบเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารที่ทันสมัย และล้ำสมัย ตลอดจนการหลงใหลได้ปลื้มไปกับความ “โมเดิร์น” ตื่นตาตื่นใจไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ (ที่ไม่ใช่ของเรา ที่เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ)
อีกทั้งหลงไปกับ “วัตถุนิยม” และ “บริโภคนิยม” ซึ่งเป็นเรื่องปกติและธรรมดา สำหรับสถาปนิกอย่างผมที่เป็นทั้งนักวิชาการและอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องตื่นตัวก้าวล้ำนำสมัยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งลืมตัวเอง พูดง่ายๆ ว่า พยายามทำตัวเสมือน “กูรู” ที่ “กูรู้” และรอบรู้ไปทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของตัวเอง บ้านเมืองตัวเองที่ไม่รู้อะไรเลย (อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนนี้กลับมองข้ามและไม่สนใจใฝ่รู้)
การที่ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ “มูลนิธิของพ่อหลวง” เปรียบเหมือน “กบ” ที่เคยอยู่ใน “กะลา” นี่แหละครับ พอได้เปิด “กะลา” ออก “กบ” อย่างผมจึงได้มีโอกาสรับรู้และเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก จึงได้รู้ว่ากระบวนการเรียนรู้แท้จริงนั้นเพิ่งเริ่มต้น และต้องเริ่มต้นรู้จากการรู้จักตัวเราให้ได้ให้ดีเสียก่อน รู้จักบ้านเราเมืองเราให้ดีเสียก่อน ก่อนจะไปรู้จักบ้านอื่นเมืองอื่น ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรครับ กว่าจะปรับตัวปรับวิถีคิดได้
เหตุที่ผมถือว่าเป็น “มงคลชีวิต” เพราะได้ทำงานรับใช้ “มูลนิธิของพ่อ” และยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันทั้งศาสตร์และศิลป์ กับบรรดา “กูรู” ที่เป็น “ผู้รู้” จริงในแขนงต่างๆ หลายต่อหลายท่าน อาทิ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ศาสตราจารย์ดร.เกษม จันทร์แก้ว ฯลฯ ซึ่งบรรดา “กูรู” หรือ “ผู้รู้” เหล่านี้แหละครับได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผมขึ้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งค่อยๆ เรียนรู้กันไปครับแบบช้าๆ ชัดๆ “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ” และ “ทำทีละอย่าง” เพื่อให้ “เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา” ไม่ “กลัว” ที่จะ “ลองทำดู” เป็นกระบวนการ “ลองผิดลองถูก” แบบค่อยเรียนค่อยรู้ไปอย่างมีหลักมีเกณฑ์เป็นขั้นเป็นตอนครับ
สำหรับสัปดาห์นี้ ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบอาคารพักอาศัยกึ่งเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ที่ผมได้ออกแบบไว้ให้กับ “มูลนิธิชัยพัฒนา” เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้เวลาจะผ่านเลยไปกี่ปีก็ยังดูดี แบบ “อกาลิโก + ไฮโซ + โลว์คอส” ที่ “สวย ประหยัด ดูดี มีชาติตระกูล” อย่างแท้จริง เป็นผลงานที่ผมประทับใจมากครับ เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่เมื่อผมออกแบบอาคารแล้วเสร็จ ผมมีความรู้สึกว่า อาคารนี้คุ้มแสนคุ้ม ถึงพร้อมทั้งความสวยงาม และความทันสมัยแบบไทยๆ ที่ “ร่วมสมัย” ที่ผมเชื่อว่าแม้เวลาจะผ่านไปกี่สิบปี หรืออีกร้อยปีข้างหน้าอาคารหลังนี้ก็ยังคงความงดงาม ต่างจากเมื่อก่อนที่ผมมักจะออกแบบอาคารให้มีความแปลกใหม่สไตล์ “โมเดิร์น”แบบตะวันตก แค่เพียงไม่กี่ปีก็จะดูเชยตกยุคและล้าสมัยไปในที่สุด
ลองนึกดูซิครับว่าถ้าเราสามารถออกแบบอาคารหลังหนึ่งให้มีความสวยงามตลอดอายุการใช้งานนับร้อยปี ก็ถือว่าอาคารนั้นคุ้มค่าและประหยัดเป็นอย่างยิ่ง ผมยกตัวอย่างอาคารร้อยปี เช่น ตึกแถวสไตล์ “ชิโนโปรตุกีส” ที่ ท่าช้าง ย่าน วังหลวง, อาคารเรียนที่มีอายุนับร้อยปีที่ “สวนกุหลาบวิทยาลัย” และ “วชิราวุธวิทยาลัย” ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งครับ ที่อาคารเหล่านี้ยังคงใช้งานอยู่ตราบจนทุกวันนี้ครับ นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังเป็นศักดิ์เป็นศรีเป็นคุณงามความดี เพราะเป็นอาคารที่ถึงพร้อมทั้ง “คุณค่า” และ “มูลค่า” ไม่ใช่แบบอาคารที่เราเห็นกันทั่วๆ ไป “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ครับ
ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง “วันพ่อ” นี้ ผมได้ค้นเอาผลงานเก่าๆ ของ “กบ” ที่เคยอยู่ใน “กะลา” รู้สึกเต็มไปด้วยความ “อหังการ์” และ “มานะทิฐิ” นับว่าเป็นบุญวาสนาที่ได้มีโอกาสรับใช้ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ของ “พ่อหลวง” ซึ่งแม้แต่ชื่อที่ทรงพระราชทานก็มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง คือการได้รับความสำเร็จและมีชัยชนะในการพัฒนา โดยใช้ “สติ” และ “ปัญญา” รวมทั้งใช้ “ศาสตร์พระราชา” เป็นแสงสว่างส่องทางชี้นำชีวิต สำหรับผมแล้วถือว่าเป็น “มงคลชีวิต” ที่สูงสุดแล้วครับ
เทศกาล วันเฉลิมพระชนพรรษาในปีนี้ผมมีความรู้สึกว่าโชคดีที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินของพระองค์ท่าน ทั้งยังได้เป็น “ข้ารองพระบาท” ได้มีโอกาสได้เรียนได้รู้ ทั้งยังได้ลงมือปฏิบัติ ล้วนแล้วแต่เป็น “พระบารมี” ปกเกล้าปกกระหม่อมโดยแท้ ในวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
.......................................
(หมายเหตุ 'มงคลชีวิต' ที่ 'อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน' ได้รับใช้มูลนิธิชัยพัฒนา : คอลัมน์ ตึกแถวอพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)



