
เดินไปยิ้มไป สุขใจ...ตามรอยพ่อ
05 ธ.ค. 2557
เดินไปยิ้มไป สุขใจ...ตามรอยพ่อ
"ดีใจมากที่ในหลวงช่วยพวกเรา ทำให้เรามีอาชีพ ถ้าในหลวงไม่มาก็ไม่รู้อนาคต จะปลูกอะไร ทำอะไร..."
ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ครั้งบรรพกาล และอาชีพนี้ได้หล่อเลี้ยงผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศให้ดำรงอยู่อย่างมีความสุข พึ่งพาตัวเองได้ตามอัตภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการหลวงที่เน้นการสร้างงานสร้างอาชีพนอกเหนือจากภารกิจหลัก 3 ด้านคือ วิจัย พัฒนา และตลาด ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าการพัฒนาการเกษตรที่จะได้ผลจริงนั้นจะต้องลงมือทดลองค้นคว้า ต้องปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า ''.. เกษตรกรรมนี้ หรือ ความเป็นอยู่ของเกษตรนั้น ขอให้ปฏิบัติ ไม่ใช่ ถือตำราเป็นสำคัญอย่างเดียว..."
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาการเกษตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้น ได้ส่งผลโดยตรงต่อความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาหลักด้านการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าถึงแหล่งความรู้ในด้านเทคนิคและวิชาการเกษตรสมัยใหม่ รวมทั้งยังได้มีโอกาสเรียนรู้ และเห็นตัวอย่างของความสำเร็จของการผลิตในพื้นที่ต่างๆ และสามารถนำไปปรับใช้ในการเพาะปลูกของตนเองอย่างได้ผล
หนึ่งในตัวอย่างของความสำเร็จเกิดขึ้น ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก และ สถานีวิจัยขุนห้วยแห้ง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับชาวเขาและชาวบ้านให้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ในการดำรงชีวิต ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไทยรัฐ สิทธิพานิช หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก เล่าว่า ปี 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 3 แสนบาทเพื่อก่อตั้งโครงการหลวงตีนตกขึ้น หนึ่งปีให้หลังทรงได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ยังที่นี่ โดยพระดำเนินข้ามลำธารและเสวยก๋วยเตี๋ยวใต้ต้นมะม่วงบริเวณนี้ ราษฎรชาวตีนตกได้ถวายฎีกาเรื่องพื้นที่ปลูกเมี่ยง อยากให้ทรงช่วยพัฒนา จึงมีพระราชดำริให้โครงการหลวงตั้งสถานีวิจัยการเกษตร เน้นเรื่องการเพาะเห็ดหอมจากท่อนไม้ และกาแฟอาราบิก้าควบคู่กับการปลูกเมี่ยง มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านป๊อกนอกที่สามารถปลูกกาแฟ เก็บเอง แปรรูปเอง แล้วหาตลาดได้เอง รายได้รวมทั้งหมู่บ้านเฉพาะกาแฟ 7 ล้าน เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่ต่อไปโครงการหลวงที่เข้าไปส่งเสริมอยากให้เป็นแบบนี้ ให้เขาพึ่งพาตัวเองได้
พ่อหลวงวิจิตร อินจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านป๊อกนอก ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เล่าว่าบ้านป๊อกตั้งมาร้อยกว่าปีแต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด เป็นจุดกำเนิดลำน้ำแม่ลายน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสายที่ไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้งหมู่บ้านมี 52 หลังคาเรือน ประชากร 129 คน เดิมทีชาวบ้านมีอาชีพเก็บใบเมี่ยง ทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่า ต่อมา 20 ปีให้หลังมีโครงการหลวงเข้ามาช่วยเหลือเรื่องการทำเกษตร การอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวพระราชดำริของในหลวง เริ่มให้ความรู้ชาวบ้านโดยเฉพาะการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ เห็ดหอม รวมถึงการเสียบยอดพลับหรือ "กล้วยฤาษี" เพื่อเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ยังให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้ง ปลูกต้นดอกลิงลาว ปลูกกล้วยไม้ซิมีเดียม ทำหมอนใบชา ตั้งแต่ได้รับการส่งเสริมทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องออกไปขายแรงงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว หนี้สินทั้งหมู่บ้านกว่า 2 ล้านบาทก็ค่อยๆ ลดลง ที่สำคัญได้เรียนรู้อยู่กับป่าอย่างเกื้อกูลกันทำให้มีพื้นที่ป่าค่อนข้างสมบูรณ์จวบจนวันนี้
"ใบเมี่ยงใช้สำหรับดูดซับกลิ่น เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน โครงการหลวงก็ให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์หัตถกรรมภาคเหนือเข้ามาปรับรูปแบบทำเป็นหมอนใบชา (ใบเมี่ยง) มีการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรโดยสหกรณ์โครงการหลวง อย่างกาแฟบางปีราคาไม่ดีก็รับซื้อ แล้วอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เคยทิ้งพวกเราคือแนวกันไฟ เพราะมีส่วนทำให้ป่าสมบูรณ์ มีผึ้ง มีกาแฟ จนเกิดการท่องเที่ยวจากสิ่งที่เรามีในหมู่บ้าน เรามีโฮมสเตย์ซึ่งผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการในตำบล ตอนนี้มี 7 หลัง โดยมีกฎ 3 ข้อที่เราตั้งไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาพักซึ่งต้องทำให้ได้คือ ข้อแรกต้องออกไปเก็บใบเมี่ยงกับเจ้าของบ้านตอนเย็นก็มามัดเมี่ยง ข้อสองไปดูสวนกาแฟและดูขั้นตอนการเก็บเกี่ยวจนถึงแปรรูป และสุดท้ายไปดูตาน้ำจุดกำเนิดลำน้ำแม่ลายน้อย" ผู้ใหญ่บ้าน 10 สมัย ให้ข้อมูล
ตัวอย่างเกษตรกรที่เดินตามรอยพระราชดำริแล้วชีวิตดีขึ้นหลายด้าน สมพงษ์ พรมเป็ง ชาวบ้านป๊อกนอก ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เก็บใบเมี่ยงอย่างเดียวรายได้ไม่พอจุนจือครอบครัว อีกทั้งหลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องเข้าเมืองเพื่อขายแรงงาน พ่อแม่และลูกไปคนละทาง ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว ต้องอยู่อย่างดิ้นรน จนโครงการหลวงเข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจทำให้ลืมตาอ้าปากได้
"ตั้งแต่มีโครงการของในหลวง ผมได้ทำหลายอย่าง ปลูกกาแฟ ปลูกดอกลิงลาว ปลูกพลับ ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี จาก 5 หมื่นบาทต่อปีขึ้นมาเป็น 2 แสน ก็พอมีพอกิน ผลผลิตที่ได้มาก็ส่งเข้าโครงการหลวง ตอนนี้ปลูกกล้วยไม้ซิมีเดียม โครงการหลวงให้ต้นตอมาในราคาถูกพอเลี้ยงแล้วออกดอกก็รับซื้อกิ่งละ 180 บาท ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงตัดดอกขายประมาณ 30-60 ดอกต่อวัน ถือว่าราคาดีมาก พอมีรายได้เพิ่มและมั่นคงครอบครัวก็มีความสุข" เกษตรกรตัวอย่าง เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ขณะที่โครงการหลวงขุนห้วยแห้ง หรือสถานีวิจัยขุนห้วยแห้ง ในเขตหมู่บ้านขุน ส่วนหนึ่งของสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ เป็นสถานที่ทำการทดลองไม้ผลขนาดเล็ก เช่น องุ่น ฝรั่งคั้นน้ำ มะเดื่อ องุ่น กีวี่ สตรอเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่ เป็นต้น อีกทั้งวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาว ซึ่ง พินทรัตน์ แสนใจเป็ง รองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ โครงการหลวงขุนห้วยแห้ง ให้ข้อมูลว่า ช่วงแรกที่โครงการหลวงเข้ามา เดิมทีชาวบ้านต่อต้านเพราะเห็นว่าปลูกฝิ่นดีกว่า แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปคลุกคลีปรับทัศนคติชาวบ้านก็เริ่มเกิดความไว้วางใจ จากนั้นจึงเริ่มส่งเสริมให้ปลูกไม้ดอกไม้ผล อย่างกุหลาบพันธุ์ต่างๆ เยอบีร่า สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80
"ที่นี่เป็นโครงการนำร่องเพื่อให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ เน้นวิจัยการปลูกพืชไร้ดิน อย่างกุหลาบเริ่มส่งเสริมปี 2551 เกษตรกรซื้อกิ่งพันธุ์ไปในราคา 15 บาท เจ้าหน้าที่จะให้คำปรึกษาเรื่องการดูแล ให้ปุ๋ย การตัดดอก กุหลาบออกดอกช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ถ้าอากาศหนาวกำลังดีสีจะยิ่งเข้ม ราคาดี แล้วรับซื้อกลับมาในราคาตั้งแต่ดอกละ 8-25 บาทตามเกรด ให้ราคาดีกว่าพ่อค้าที่มารับซื้อ ก่อนจะส่งต่อให้ลูกค้าหลักคือสำนักพระราชวัง, วังศุโขทัย และโรงพยาบาลศิริราช ปลูกกันประมาณ 5 แสนต้นขายได้รวมกว่า 7 แสนบาทต่อปี เมื่อเกษตรกรเรียนรู้และเข้าใจในการปลูกแล้วจะต่อยอดหรือหาตลาดเองก็ได้ นั่นคือเป้าหมายของเราในการให้เขาพึ่งพาตัวเองได้" เจ้าหน้าที่โครงการหลวง แจกแจง
ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะปลูกฝิ่นก่อนจะมีความหวังใหม่จากโครงการหลวง สุปอย บรรพตวนา หรือ "พะติสุปอย" (พะติ เป็นภาษาชนเผ่า แปลว่า ลุง) ชาวเขาเผ่าปกากะญอ เล่าว่า เมื่อก่อนทำไร่ฝิ่น เพราะไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย เพราะรัฐมีนโยบายปราบปราม เมื่อปี 2527 โครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกพืชผัก แรกๆ คนในหมู่บ้านไม่สนใจและต่อต้าน แต่พอเห็นผลว่าทำเกษตรตามแนวพระราชดำริแล้วทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นจึงเข้าร่วมอย่างจริงจัง
"ค่อยๆ ปรับตัวตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เริ่มจากปลูกเยอบีร่า กะหล่ำปลี มะเขือเทศ และกุหลาบ ตอนนี้ปลูกกุหลาบมา 3 ปี 5,000 ต้น บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีพันธุ์ดอยวิต้า, ไททานิก, เอลิซ่า, สโนไวท์ และชมพูนุช ปีแรกโครงการหลวงลงทุนให้ขายได้เท่าไรแล้วหักทุนไปคืนครึ่งหนึ่ง ทุกวันนี้ตัดดอกกุหลาบมาส่งให้โครงการเฉลี่ย 60 ดอกต่อวัน ได้ดอกละ 15 บาท มีรายได้ต่อเดือนดีขึ้นมาก หนี้สินก็หมด ส่งลูกๆ เรียนในเมืองสบายๆ ดีใจมากที่ในหลวงช่วยพวกเรา ทำให้เรามีอาชีพ ถ้าในหลวงไม่มาก็ไม่รู้อนาคต จะปลูกอะไร ทำอะไร อยู่กับโครงการหลวงแค่มีที่เพราะปลูกก็ได้รับการดูแลทุกคน ในอนาคตอาจได้ปลูกพืชตัวอื่นๆ อีก" พะติสุปอยที่ตอนนี้เป็นหนึ่งกรรมการของโครงการหลวงด้วยบอกอย่างเปี่ยมสุข พร้อมกับทิ้งท้ายว่าการที่โครงการหลวงเข้ามาพลิกฟื้นอาชีพให้ถึงไม่รวยแต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข
สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กล่าวว่า นักวิจัยโครงการหลวงมีทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกษตร ป่าไม้ การตลาด การพัฒนา รวมถึงด้านสังคม เป้าหมายต่อไปคือทำอย่างไรให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด จึงมีการตั้งทีมอาสาสมัครเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ลงพื้นที่ให้ความรู้ แล้วยังเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้งานโครงการหลวงโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพราะชุมชนกับโครงการหลวงเป็นเนื้อเดียวกัน
"ผมไม่เคยรับเสด็จโดยตรง แต่ผมมุ่งมั่นว่าอยากทำงานตรงนี้ เป็นบุญวาสนาว่าจบแล้วได้ขึ้นมาทำงานบนดอยเลย ตอนฝึกงานได้ไปที่แห่งหนึ่งที่เป็นท่อส่งน้ำ และจำได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ มาที่นี่ด้วย พอได้มาทำงานกับชาวบ้าน สิ่งที่ประทับใจคือเราไปส่งเสริมอาชีพเขาตามแนวทางของในหลวงที่วางไว้ให้ เคยได้ยินหลายๆ คนเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เราต้องทำบนดอย คือความลำบากของชาวบ้านต้องมาก่อนความลำบากของเรา ปัญหาของชาวบ้านรอไม่ได้ โครงการหลวงจึงไปสร้างสถานีอยู่ตามดอยต่างๆ แล้วให้เจ้าหน้าที่ไปอยู่กับชาวบ้าน เราไม่ได้ไปอยู่ในฐานะนาย แต่เพื่อให้เข้าใจว่าเรากับชาวบ้านเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการสร้างความยอมรับ เป้าหมายหลักของโครงการหลวงทั้งหมดคือชาวบ้าน" สมชาย เผย พร้อมกับเน้นย้ำว่าโครงการหลวงทุกที่ดำเนินงานตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า "ขาดทุนคือกำไร" เพราะงานวิจัยลงทุนแล้วจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ใช่เรื่องหลัก หากแต่กำไรหมายถึงงานวิจัยที่สามารถนำไปให้ชาวบ้านขยายผล และนั่นคือผลจากงานวิจัยซึ่งต้องทำต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น...
เป็นเพียงหนึ่งโครงการในนับพันๆ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่พสกนิกรในพระองค์ เนื่องในวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม 2557 ด้วยพระชนมพรรษา 87 พรรษา ข้าพระพุทธเจ้าทีมข่าวสังคมหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอทรงพระเจริญพระชนมสุขสิริสวัสดิ์ เป็นร่มฉัตรร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงข้าพระพุทธเจ้าและชาวไทยตลอดไปชั่วกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



