ไลฟ์สไตล์

รู้ทันกฎหมาย - พูดไปสองไพเบี้ย

รู้ทันกฎหมาย - พูดไปสองไพเบี้ย

09 ก.ค. 2552

ไม่มีใครอยากมีเรื่องในครอบครัวสักราย ถ้าไม่ถึงจุดที่ทนกันไม่ได้ ความยับยั้งชั่งใจก็อาจหายไป การพูดการจาก็ไม่เกรงใจให้ความเคารพต่อกัน ลามปามไปถึงขั้นฟ้องศาลกันเลย

 ยิ่งถ้าเป็นดาราหรือว่ามีชื่อเสียง ก็มักจะขยายข่าวออกทางสื่อ  สนใจก็กระจายกว้างขึ้น  และทำให้คดีความขยายกว้างขวางออกไป  เพราะความสนใจทำให้ต้องแฉเรื่องต่อกัน

 ที่จริงการมีคดีถึงศาลเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมจากอีกฝ่าย หรือถูกทำให้เสียหายจนต้องให้ศาลลงโทษให้เข็ดหลาบ  บรรดาข้อเท็จจริงเรื่องราวทั้งหลายเขาก็จะไปเล่าในศาลให้ผู้พิพากษาฟัง  เป็นคำให้การและคำเบิกความของพยาน  ศาลก็หยิบยกมาวินิจฉัยแล้วพิจารณาตัดสินคดีไป

 แต่เมื่อมีคนมาถามสะกิดต่อมอารมณ์หลายๆ ครั้งเข้า ก็ต้องเอาข้อเท็จจริงทั้งหลายมากระจายทางสื่อให้ชาวบ้านฟัง  ทั้งที่เป็นการใส่อารมณ์ เป็นการคาดเดาเอาตามความเชื่อความเข้าใจ อาจเป็นการแก้ตัวไปแล้วก็แฉกลับให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเสียอารมณ์

 การให้การต่อสาธารณะอย่างนี้จะมีผลไม่ดีต่อคดีในระหว่างการพิจารณา เพราะว่าให้ข่าวออกไปโดยการซักไซ้ของสื่อมวลชน ไม่ใช่ทนายความหรือศาล กระบวนการกลั่นกรองตัวเองก่อนตอบก็ไม่มี เรื่องในครัวเรือนแท้ๆ ก็มาแฉให้เป็นขี้ปากชาวบ้านเสียได้ เรื่องร้ายๆ ก็เลยตามมา เพราะปากพาไป

 การพูดให้ข่าวเรื่องราวที่ถูกรังแกนั้น จริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ หากพูดไปแล้วทำให้อีกฝ่ายเสียหาย จะได้ข้อหาหมิ่นประมาทไปเต็มๆ การโต้ข้อกล่าวหาถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ ไม่เป็นการหมิ่นประมาท

 แต่ก็ไม่อาจจะขีดเส้นใต้แบ่งได้ว่าอันไหนเป็นการแก้ตัว อันไหนเป็นการหาเรื่อง ต้องแล้วแต่พฤติการณ์เป็นกรณีๆ ไป การพูดให้ร้ายแม้จะเป็นเรื่องจริง คนพูดไม่เพียงเสียที่ปาก แต่อาจเสียอิสรภาพได้ สังคมก็อาจประณามหากทำกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ 

 ส่วนคนที่ถูกกล่าวร้าย ต่อให้ได้ทำจริงอย่างว่าไว้ หากเขาออกข่าวแก้ตัวไป ก็เป็นการใช้สิทธิเพื่อปกป้องตัวเอง แก้ตัวไปมาเกิดเพิ่มข้อมูลกล่าวร้ายกลับไป ก็จะได้ข้อหาไม่น้อยหน้ากันอีก

 บางเรื่องพูดออกไปเพื่อสะใจแต่ผลที่ได้อาจเลวร้ายกว่า บางเรื่อง  จำเป็นต้องพูด ไม่ควรเก็บเงียบไว้  แต่ก็ต้องดูวัตถุประสงค์ว่าพูดทำไม เพื่อป้องกันตัวเอง คุ้มครองตัวเอง หรือเพื่อทำลายอีกฝ่าย  ทางกฎหมายเขาเรียกว่า “เจตนา”

 แม้ควรต้องพูดก็ต้องรู้ว่า จะพูดเมื่อไหร่  รอ 20 ปีแล้วค่อยพูดออกไป  และจะพูดที่ไหน  พูดให้ใครฟัง 
 กำลังมีข่าวที่คนนอกมองไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกหลากหลายจากการพูด พูด กันไปของพ่อลูกคนดัง บ้างก็สงสารเห็นใจฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ บ้างก็มีสมเพชเวทนา บ้างก็ประณามว่าทำกันเกินไป เรียกได้ว่ากลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปเสียแล้ว  

 จึงต้องขอเตือนด้วยความหวังดีว่าเลือกเวลาสถานที่และเนื้อหาที่จะพูดให้ดี  และเลือกคนที่จะให้ฟังสักหน่อย  นิ่งไปอาจเสียหายน้อยกว่าพูดออกไป

"ศรัณยา ไชยสุต"