
ประเมินทักษะไอซีทีนานาชาติ
ประเมินทักษะไอซีทีนานาชาติ สะท้อนความเหลื่อมล้ำนร.ไทย : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โครงการศึกษาวิจัยนานาชาติการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ (International Computer and Information Literacy Study : ICILS) จัดโดยสมาคมนานาชาติที่ทำหน้าที่ประเมินผลด้านการศึกษา (The International Association for the Evaluation of Education Achievemant : IEA) ได้ประกาศผลการประเมินทักษะด้านไอซีทีระหว่างนักเรียนมัธยม 2 จำนวน 59,430 คน จาก 14 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรเลีย โปแลนด์ นอร์เวย์ เกาหลีใต้ เยอรมนี สาธารณรัฐสโลวัก รัสเซีย โครเอเชีย สโลวีเนีย ลิทัวเนีย ชิลี ตุรกี และไทย ซึ่งส่งนักเรียนชั้น ม.2 เข้ารับการประเมิน 3,646 คน จาก 198 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. ร่วมการประเมินมากสุดถึง 1,197 คน จาก 64 โรงเรียน เป็น 32% ของจำนวนนักเรียนที่ร่วมการประเมินทั้งหมด
ผลการประเมินปรากฏว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 จากท้าย ได้คะแนน 373 คะแนน จากคะแนนเต็ม 700 คะแนน เฉือนตุรกีที่รั้งอันดับสุดท้ายด้วยคะแนน 361 คะแนน ขณะที่ประเทศที่ได้อันดับ 1 อย่าง สาธารณเช็ก ได้คะแนนถึง 553 คะแนน ส่วนค่าเฉลี่ยนานาชาติอยู่ที่ 500 คะแนน ตัวแปรสำคัญที่ทำให้คะแนนของแต่ละประเทศแตกต่างกันนั้น โครงการวิจัยให้ความสำคัญกับ 2 ตัวแปร คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ซึ่งปรากฏว่า ประเทศไทยได้คะแนนโครงสร้างไอซีทีต่ำสุด อีกตัวแปรคือ จีดีพี ซึ่งสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ซึ่งประเทศไทยมีจีดีพีต่ำสุดใน 14 ประเทศเช่นกัน
ที่น่าสนใจ คือ ผลประเมินสะท้อนโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างนักเรียนแต่ละสถานภาพในแต่ละประเทศด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงไอซีที
แยกแยะคะแนนตามสังกัดของสถานศึกษาแล้ว เรียงตามลำดับคะแนน ที่ได้คะแนนสูงสุดคือ โรงเรียนสาธิต ได้คะแนนเฉลี่ย 518 คะแนน รองลงมาคือ โรงเรียนเอกชน 395 คะแนน โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. 382 คะแนน โรงเรียน กทม. 377 คะแนน โรงเรียนเทศบาล 346 คะแนน และโรงเรียนมัธยมขยายโอกาสสังกัด สพฐ. ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสำหรับรองรับนักเรียนด้อยโอกาส ได้คะแนนต่ำสุด 330 คะแนน นอกจากนั้น ถ้าแยกตามขนาดโรงเรียนแล้ว โรงเรียนขนาดใหญ่ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 410 คะแนน โรงเรียนขนาดกลาง 345 คะแนน และโรงเรียนขนาดเล็ก 331 คะแนน
เห็นได้ชัดว่า นักเรียนในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมือง โดยเฉพาะโรงเรียนระดับเทพ อย่างโรงเรียนสาธิตนั้น มีคะแนนที่สูงกว่านักเรียนจากโรงเรียนสังกัดอื่นๆ ขณะที่นักเรียนยากจน ซึ่งกระจุกตัวตามโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท และโรงเรียนขยายโอกาส ทำคะแนนรั้งท้าย ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบตามพื้นที่แล้ว นักเรียนใน กทม.ได้คะแนนสูงสุด 444 คะแนน รองลงมาเป็นนักเรียนปริมณฑล 432 คะแนน ขณะที่นักเรียนอีสานตอนล่างได้ 349 คะแนน และอีสานตอนบน 339 คะแนน รั้งสองอันดับท้ายไปตามคาด
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า รัฐยังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสเข้าถึงไอซีทีให้แก่นักเรียนด้อยโอกาสได้เรียนรู้ ปัจจัยชี้ความสำเร็จในการพัฒนาทักษะไอซีทีของนักเรียนขึ้นอยู่กับสถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินพบว่า สัดส่วนผู้ปกครองรายได้ต่ำของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ กลุ่มผู้ปกครองรายได้ต่ำของไทยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 61 ขณะที่นานาชาติมีสัดส่วนแค่ร้อยละ 39 นักเรียนจากกลุ่มนี้ทำคะแนนได้ 349 คะแนน ผู้ปกครองฐานะป่านกลาง มีร้อยละ 27 นานาชาติ ร้อยละ 37 นักเรียนกลุ่มนี้ทำคะแนนได้ 399 คะแนน ส่วนผู้ปกครองฐานะดีมีแค่ร้อยละ 13 นานาชาติ 24 ทำคะแนนได้ 445 คะแนน จะเห็นได้ว่า นักเรียนจากครอบครัวฐานะต่างกันทำคะแนนต่างกันถึงเกือบ 100 คะแนน เพราะฐานะผู้ปกครองนั่นหมายถึง ความสามารถในการจัดหาคอมพิวเตอร์มาให้นักเรียนได้เรียนรู้เป็นส่วนตัวที่บ้าน ซึ่งผลการประเมินก็ชี้ชัดว่า นักเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้านจะทำคะแนนได้ดีกว่า ยิ่งมีเครื่องมาก ยิ่งทำคะแนนได้สูง แต่ตัวเลขนักเรียนไทยที่มีมีคอมพ์ที่บ้านถึงร้อยละ 28 นานาชาติแค่ร้อยละ 6
เพราะฉะนั้น โจทย์ท้าทายของรัฐบาลคือ ทำอย่างไรให้เด็กด้อยโอกาสได้มีโอกาสเข้าถึงสื่อไอซีที ทั้งในแง่ของการนำสื่อไอซีทีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และการมีสื่อไอซีทีที่สถานศึกษาเพียงพอให้เด็กได้มีโอกาสทดลองใช้งาน นั่นเพราะทักษะทางด้านไอซีทีนั้นเกิดจากการฝึกฝน ใช้งานเป็นประจำ จนสามารถประยุกต์ใช้งานในชีวิตจริงได้ ขณะเดียวกันคงต้องมีการทบทวนด้วยว่า งบประมาณที่ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องกับการจัดหาสื่อไอซีทีนั้น ตอบโจทย์หรือไม่ ทบทวนจากอันดับของไทยที่ออกมาเกือบรั้งท้าย ที่สำคัญ เมื่อจัดหาสื่อไอซีทีให้ไปแล้ว โรงเรียนเอาไปถนอมไว้บนหิ้ง ปิดล็อกห้องไว้ด้วยความหวาดกลัวของเสียหาย เช่นนั้นแล้ว คอมพิวเตอร์ที่ได้ไปก็ไม่เกิดประโยช์ใดๆ ต่อเด็กไทย
ผลประเมินพบว่า ประเทศไทยได้คะแนนรองสุดท้าย ส่วนประเทศที่ได้คะแนนอันดับ 1 คือ สาธารณรัฐเช็ก ได้คะแนนเฉลี่ย 553 คะแนน รองลงมาคือ ออสเตรเลีย 542 คะแนน โปแลนด์ นอร์เวย์ 537 คะแนน เกาหลีใต้ 536 คะแนน เยอรมนี 523 คะแนน สาธารณรัฐสโลวัก 517 คะแนน รัสเซีย 516 คะแนน โครเอเชีย 512 คะแนน และสโลวีเนีย 511 คะแนน ลิทัวเนีย 494 คะแนน ชิลี 487 คะแนน ไทย 373 คะแนน และตุรกี 361 คะแนน



