ไลฟ์สไตล์

ไปปายเลย 'โครงการหลวงวัดจันทร์' ดงพืชเมืองหนาวในอ้อมโอบป่าสน

ไปปายเลย 'โครงการหลวงวัดจันทร์' ดงพืชเมืองหนาวในอ้อมโอบป่าสน

30 พ.ย. 2557

ท่องโลกเกษตร : ไปปายเลย 'โครงการหลวงวัดจันทร์' ดงพืชเมืองหนาวในอ้อมโอบป่าสน : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                        ด้วยสภาพของภูมิประเทศประกอบด้วยความสวยงามของทัศนียภาพที่อยู่ในอ้อมโอบของป่าสนสองใบผืนใหญ่ ทำให้ "ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์" ตั้งที่ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ไม่เพียงแต่จะเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ส่งเสริมพัฒนาอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรมีพอกิน ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตร รวมทั้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านสังคม การศึกษา สาธารณสุข ความเข้มแข็งของชุมชน ตลอดจนเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมประเพณีชนเผ่า และเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการของบุคลากรและผู้นำชุมชนเท่านั้น หากแต่วันนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสานกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอีกด้วย
 
                        จะเห็นได้ว่าในแต่ละปี คุณอนุพงษ์ คำพรรณ รักษาการหัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ บอกว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการกางเต็นท์นอนและดูงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว ทางศูนย์จึงมีงานบริการนักท่องเที่ยวทั้งที่ไปดูงานและที่จะไปพักผ่อนค้างคืน มีทั้งเต็นท์ ถุงนอน ให้เช่า รวมถึงอาหารด้วย แต่นักท่องเที่ยวต้องจองล่วงหน้าเข้าพักอย่างน้อย 3-5 สัปดาห์ ส่วนบ้านพักมีบริการจำนวน 4 หลัง
 
                        "ที่นี่เป็นพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 900-1,200 เมตร อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าสนสองใบ ละป่าเต็งรัง พอถึงฤดูหนาวที่นี่อากาศหนาวมากและอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ 4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเฉลี่ยแล้วอุณหภูมิอยู่ 19 องศาเซลเซียส" นายอนุพงษ์ กล่าว  
 
                        ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ เกิดมาจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขาในเขตหมู่บ้านวัดจันทร์ เมื่อปี 2522   พระองค์ทรงทราบถึงความทุกข์ยากของชาวเขาในพื้นที่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาชนเผ่ากะเหรี่ยง มีอาชีพทำนาในพื้นที่ลุ่มระหว่างหุบเขา มีการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยในที่ดอน เส้นทางคมนาคมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต จึงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาบ้านวัดจันทร์ และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ 17 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีประชากรที่อยู่ล้อมรอบศูนย์เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง จำนวน 884 ครัวเรือน ราวกว่า 5,000 คน มีอาชีพส่วนใหญ่ด้านการเกษตร
 
                        คุณอนุพงษ์ บอกว่า ที่ผ่านมาการดำเนินงานมีการทดสอบและสาธิตการปลูกพืชพันธุ์ใหม่ โดยเน้นความต้านทานโรคและคุณภาพผลผลิตที่เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อที่จะได้นำผลการทดสอบที่เหมาะสมเป็นข้อมูลนำไปถ่ายทอดและส่งเสริมเกษตรกรต่อไป ซึ่งพืชและสายพันธุ์ที่ทดสอบมีทั้งหมด 19 ชนิด ในพื้นที่ 16 ไร่ ในจำนวนนี้มีพืชผักจำนวน 11 ชนิด ประกอบด้วย ผักกาดหวาน ถั่วลันเตา ผักกาดหอมห่อ กะหล่ำปลีรูปหัวใจ  โอ๊คลีฟแดง เรคคอลัน  แรดิชชิโอ สลัดแดง กะหล่ำปลีแดง สวิสชาร์ด และอาร์ติโชค ไม้ผลอีกจำนวน 8 ชนิด ได้แก่  ส้มพองกัลป์ ส้มคัมควอท อะโวคาโด พลับ พลัม บ๊วย  มะม่วงนวลคำ และสาลี่ นอกจากนี้ในส่วนหย่อมมีการเลี้ยงกระต่ายเพื่อบริโภคเนื้ออีกด้วย โดยผลผลิตทั้งหมดจะส่งไปให้ร้านของมูลนิธิโครงการหลวง
 
                        ผลการดำเนินงาน ภาพรวมของกิจกรรมการดำเนินงานในงบประมาณปี 2553 ในด้านการพัฒนาและส่งเสริมด้านภาคเกษตร พบว่ามีการพัฒนาผลผลิตและคุณภาพพืชผัก โดยเฉพาะฟักทองญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพืชหลักของศูนย์ ดีขึ้น โดยดูจากรายได้ที่คืนสู่เกษตรกรเพิ่มขึ้น และมีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียลดน้อยลง ในส่วนของนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการบริการในเรื่องที่พักและอาหาร มีจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้มาเยี่ยมชมให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
 
                        จากการสำรวจและดูงานของสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่าการเกษตรที่สูงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน มีหลายแห่งน่าสนใจ จึงจัด "โครงการเกษตรทัศนศึกษา" ไปยัง จ.เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เพื่อไปดูงานด้านการเกษตรเมืองหนาว ผสมผสานกับการพักผ่อนชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ อ.ปาย และอีกหลายพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นช่วงปลายปี ระหว่างวันที่ 19-22 ธันวาคม และในโอกาสนี้จะเข้าไปชมแปลงพืชเมืองหนาวในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ด้วย   
 
                        การเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์  สามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทางคือ จากเมืองเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางแม่ริม แล้วต่อยัง อ.สะเมิง ผ่านเส้นทางสะเมิง-วัดจันทร์ ระยะทาง 154 กิโลเมตร แต่เส้นทางบางช่วงไม่ดี เราจึงเลือกเส้นทางเชียงใหม่ ผ่านตลาดแม่มาลัย ไปทาง อ.ปาย ดูงานและเที่ยวใน อ.ปายก่อน 1 วัน รุ่งขึ้นออกจากปายแวะร้านคอฟฟี อิน เลิฟ บันทึกภาพที่สะพานประวัติศาสตร์ จึงเดินทางตามเส้นทางปาย-วัดจันทร์  หากรวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 157 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางอันคดโค้งกว่า 780 โค้ง 
 
                        เป้าหมายหลักของวันนี้มุ่งหน้าสู่แปลงสตรอเบอร์รี่ของเกษตรกรที่ อ.กัลยาณิวัฒนา ซึ่งว่ากันว่าผลผลิตสตรอเบอร์รี่ปลอดสารพิษที่ปลูกในพื้นที่ อ.กัลยาณิวัฒนา นั่นแหละที่นำไปออกร้านในงานวันสตรอเบอร์รี่ที่ อ.สะเมิง มาตั้งแต่ที่พื้นที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หลังจากเก็บผลสตรอเบอร์รี่สดจากไร่เพื่อซื้อกลับบ้านเแล้วจึงไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ไกลนัก
 
                        สำหรับการดูงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ หลังจากฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับผลดำเนินการ เราจะมุ่งสู่แปลงเกษตรปลอดสารพิษ โดยเฉพาะอาร์ติโชค ซึ่งเป็นพืชมหัศจรรย์ สามารถรักษาโรคหลายอย่าง ปัจจุบันชาอาร์ติโชค กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และระหว่างที่เดินชมสามารถเก็บและชิมผลไม้บางอย่างได้ อาทิ เรคคอลัน และอื่นๆ ที่สำคัญเมื่อถึงแปลงปลูกแล้วเราสามารถที่จะซื้อผลผลิตปลอดสารพิษในราคาส่ง 
 
                        หลังจากเสร็จจากการดูงานเราจะแวะเข้าโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยป่าสนสองใบ ที่มีทัศนียภาพสวยงามเปรียบดั่งสวิตเซอร์แลนด์แห่งไทยแลนด์ ที่ทุกคนต้องแวะบันทึกไว้เป็นที่ระลึก และรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ณ ที่ตรงนี้ด้วย ก่อนที่ช่วงบ่ายเราจะมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ต่อไป
 
                        สนใจเดินทางใน "โครงการเกษตรทัศนศึกษา" ไปยังแม่ฮ่องสอน (ปาย)-เชียงใหม่ กับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย สอบถามได้ที่ โทร.0-2940-5425-6 และ 08-6340-1713 รับจำนวนจำกัด
 
 
 
 
 
 
 
------------------------------
 
(ท่องโลกเกษตร : ไปปายเลย 'โครงการหลวงวัดจันทร์' ดงพืชเมืองหนาวในอ้อมโอบป่าสน : โดย...ดลมนัส กาเจ)