
เครือเนชั่นกวาด4รางวัลสิทธิเด็กยูนิเซฟ
เครือเนชั่นกวาด4รางวัลสิทธิเด็กยูนิเซฟ ข่าว'ขนมพิษฯ'คมชัดลึกคว้าชนะเลิศ
นับเป็นข่าวดีที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่คนข่าวเครือเนชั่นได้ปลื้มใจกันอีกครั้ง เมื่อองค์การยูนิเซฟ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัล "ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก" ประจำปี 2557 โดยปีนี้เครือเนชั่นสามารถกวาด 4 รางวัลใหญ่ในประเภทสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์
พิธีมอบรางวัล "ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก" จัดขึ้นที่ห้องบอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยมี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยในปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากมาย
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผอ.สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกวดข่าวส่งเสริมสิทธิเด็กจัดต่อเนื่องมา 9 ปีแล้ว โดยผลตัดสินประเภทสื่อหนังสือพิมพ์นั้น ผลงานข่าว “ขนมพิษ...ธุรกิจร้ายเป้าหมายเด็ก” หนังสือพิพม์ "คม ชัด ลึก" ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้โล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5 หมื่นบาท
ส่วนรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล รางวัลละ 2 หมื่นบาท ได้แก่ ผลงานข่าวเรื่อง "หนังสือ...ดับไฟ" และ "อย่า "รังแก" ฉัน" โดยทั้ง 2 รางวัล เป็นผลงานของหนังสือพิพม์กรุงเทพธุรกิจ
ขณะที่สื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์นั้น รางวัลชนะเลิศเป็นผลงานข่าว "ภัยเงียบโฆษณากับความเสี่ยงโรคเรื้อรังในเด็ก" ของไทยพีบีเอส เงินรางวัล 3 หมื่นบาท รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล รางวัลละ 1.5 หมื่นบาท ได้แก่ "ขายไข่-รับจ้างอุ้มบุญ" โดยสำนักข่าวไทย อสมท และข่าว "ก้าวแรก นักศึกษา-ประชาชน" ของไทยพีบีเอส และรางวัลชมเชย 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ ข่าวเรื่อง "อุ้มบุญ" โดยไทยรัฐทีวี "เด็กจมน้ำ...ความตายที่ปกป้องกันได้" โดยสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี และข่าว "(อ) ยากเป็นคนไทย" โดยไทยพีบีเอส
นอกจากนี้ ยังมีข่าวประเภทสื่อภาคพลเมือง รางวัลชนะเลิศ 2 หมื่นบาท 1 รางวัล ได้แก่ "ศูนย์การศึกษานอกระบบ โรงเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน" โดย น.ส.เยาวณัฐ เจียรดำรงรัศมี ม.ศิลปากร
รางวัลข่าวชนะเลิศ "ขนมพิษ...ธุรกิจร้ายเป้าหมายเด็ก" นั้น กองบรรณาธิการคมชัดลึกช่วยกันวางแผนทำข่าวเชิงลึกอย่างรอบด้านและต่อเนื่องถึง 8 ตอน เพื่อสะท้อนปัญหาเด็กไทยกำลังถูกทำร้ายจากการซื้อขนมเจือปนสารพิษเข้าร่างกายทุกวัน พร้อมยกข้อมูลงานวิจัยระบุว่า เด็กไทยใช้จ่ายเงินซื้อขนมมูลค่าสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ย 9,800 บาทต่อคนต่อปี โดยขนมเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ใส่สารกันบูด สารตะกั่ว สีอันตรายและสารเคมีหลายชนิด เมื่อสารเหล่านี้เข้าไปสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดพิษสะสมในตับหรือไต ทำให้เป็นมะเร็ง เส้นเลือดในสมองโป่งพองและโรคสมาธิสั้น หรือโรคร้ายอื่นๆ
"รายงานข่าวนี้เชื่อมโยงให้เห็นข้อมูลว่า เด็กร้อยละ 50 ไม่รู้เท่าทันสารเคมีต่างๆ ในขนม ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจเหล่านี้คือเด็กเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนต่างจังหวัดที่ไม่มีทางเลือกมากนัก แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็กและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดไว้ชัดเจนก็ตาม แต่หน่วยงานรัฐไม่ถือเป็นปัญหาเร่งด่วน ไม่เคยมีการปราบปรามกลุ่มพ่อค้าขนมพิษอย่างจริงจัง"
"พรรณี อมรวิพุธพนิช" บรรณาธิการรายงานพิเศษ "คม ชัด ลึก" ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องสิทธิเด็กในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแง่มุมเด็กถูกทำร้าย เด็กถูกกดขี่ ฯลฯ แต่ยังมีปัญหาใหญ่ใกล้ตัวมากๆ เช่น ปัญหาขนมใส่สารพิษที่เด็กทุกคนรวมถึงผู้ใหญ่ใช้จ่ายเงินซื้อกินทุกวันหรือมากถึงปีละแสนล้านบาท
"น่าแปลกใจที่ขนมผิดกฎหมายพวกนี้สามารถวางขายอยู่ทั่วไป เด็กๆ รุมซื้อ ผู้ใหญ่ทุกคนมองเห็น และรู้ดีว่าขนมสีสันดูน่ากลัวไม่น่ากิน ไม่สะอาด ไม่มีฉลากบอกส่วนผสม แต่ไม่มีใครสนใจ ในโรงเรียนก็ขาย ในหมู่บ้านก็ขาย ยิ่งพวกขนมปังหรือเบเกอรี่ใส่สารกันบูดแบบไม่ยั้ง วางขายได้ 2-3 เดือนไม่ขึ้นรา เราจะปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้าขนมพิษทำกำไรร่ำรวยไปเรื่อยๆ แบบนี้จริงหรือ? ปัญหานี้แก้โดยรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ทุกภาคส่วนของสังคมไทยต้องลุกขึ้นมาช่วยกัน"
สำหรับเงินรางวัลชนะเลิศ 5 หมื่นบาทนั้น น.ส.พรรณี กับกองบรรณาธิการคมชัดลึกจะขอมอบเงินรางวัลทั้งหมดให้แก่ทีมงาน "ซีเอสอาร์" เครือเนชั่น เพื่อนำไปทำเสื้อยืดระดมเงินช่วยเหลือเด็กๆ ในแอฟริกาตะวันตก ที่กำลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดอีโบลา โดยจะติดต่อขอส่งความช่วยเหลือผ่านทางยูนิเซฟอีกครั้งหนึ่ง
"นิภาพร ทับหุ่น" เจ้าของผลงาน "อย่ารังแกฉัน" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บอกว่า อย่ารังแกฉันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเพศที่สามในเด็ก ซึ่งอยู่ในโรงเรียนหรือในสังคมทั่วไปที่จะถูกกีดกันจากเพื่อนทั่วไป ครูไม่ให้ความสำคัญ ขณะผู้ใหญ่ที่เป็นเพศที่สามจะปรับตัวได้ แต่ในส่วนของเด็ก ไม่มีใครไปบอก ส่วนตัวต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม เด็กต้องไม่ถูกกีดกัน ผู้เกี่ยวข้องต้องการให้สถานศึกษาดูแลเด็กเหล่านี้ให้มากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ คนในสังคมละเลย ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ อยากให้ทุกสถานศึกษาใส่ใจในเรื่องนี้
ส่วน "ชัยณรงค์ กิตตินารถอินทราณี" เจ้าของผลงาน "หนังสือดับไฟใต้" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กล่าวว่า ผลงานชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจเพราะต้องการให้เด็กเยาวชนได้ซึมซับวัฒนธรรม ความรู้สึกที่ดี วัฒนธรรมที่ดี เนื่องจากเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น หนังสือที่แปลเป็นภาษามลายู เด็กจะได้ซึบซัม โตมาจะได้ไม่หลงผิดไปในที่อื่น ทั้งนี้ จากการได้คุยกับผู้ใหญ่หลายคน และได้คุยกับคนในโต๊ะข่าว หรือแม้กระทั่งการพูดคุยในวงสัมมนา ทุกคนอยากให้สังคมเน้นความสำคัญในเรื่องตำราเด็กที่เรียนในภาคใต้ โดยให้สะท้อนในมุมมองที่ดี เมื่อเขาโตขึ้นจะได้มีทัศนคติที่ดี
ขณะที่ "ธนานุช สงวนศักดิ์" เจ้าของผลงาน "เด็กจมน้ำความตายที่ป้องกันได้" รางวัลชมเชยข่าวและสารคดี ประเภทสื่อโทรทัศน์สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี แสดงความเห็นว่า สาเหตุที่คิดผลงานชิ้นนี้ เนื่องจากมีเด็กจมน้ำมากในแต่ละปี โดยในรอบ 10 ปี มีเด็กจมน้ำ 1 หมื่นคน ทำให้มองว่าควรมีทางปกป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงคิดประเด็นเป็นช่วงเด็กปิดเทอม และมีข่าวจมน้ำบ่อยครั้ง จึงนำเสนอบริบทของปัญหาในภาพรวมทั้งหมด ไม่เฉพาะตัวเด็กยังรวมไปถึงโรงเรียน สิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องวางมาตรการแก้ไขอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในชุมชนเองถือเป็นส่วนสำคัญที่ต้องช่วยกันดูแล
"หลังจากที่มีการออกอากาศไปแล้ว คาดหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง รางวัลที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำหนาที่สื่อมวลชน อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความภาคภูมิใจ ที่มีคนดูและเห็นคุณค่าของงานที่ทำ ในฐานที่สื่อเมื่องานออนแอร์ หรือถูกตีพิมพ์ถือว่า เป็นการทำหน้าที่แล้ว"



