
มะเร็งตับ ตายเป็นอันดับ 1 ในชายไทย
27 พ.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : มะเร็งตับ ตายเป็นอันดับ 1 ในชายไทย
“มะเร็งตับ” ยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยกับประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ที่มะเร็งตับ กลายเป็นสาเหตุการตายของมะเร็งอันดับ 1 ในชายไทย และติด 1 ใน 3 ของสาเหตุการตายจากมะเร็งในผู้หญิง รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม
ภาวะมะเร็งตับมักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ซึ่งพบได้ร้อยละ 70 ขณะที่ร้อยละ 16-20 เกิดจากไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ส่วนที่เหลือพบในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง จากการดื่มสุราเรื้อรังและตับแข็งจากสาเหตุอื่น ส่วนปัจจัยเสี่ยงอย่างภาวะไขมันสะสมในตับ หรือไขมันพอกตับ ก็เป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งตับได้เช่นกัน
“ก่อนที่ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งตับ มักจะผ่านภาวะตับแข็งมาก่อน เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง มีการดำเนินของโรคจนเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับตามมา” ไวรัสตับอักเสบบีสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ด้วยตัวมันเอง โดยผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ร้อยละ 70-75 พบมีภาวะตับแข็งแล้ว อย่างไรก็ตามพบว่าร้อยละ 20-25 ของมะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังไม่มีภาวะตับแข็งและที่น่ากลัวมากขึ้นคือ ประมาณร้อยละ 40 ของมะเร็งตับที่เกิดจากภาวะไขมันคั่งสะสมในตับ สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้โดยไม่ต้องผ่านภาวะตับแข็ง
“คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ถ้ามีพฤติกรรมดื่มเหล้าเกิน 50 กรัมต่อวัน หรือเทียบได้กับเบียร์ 4 กระป๋องต่อวันก็มีโอกาสเพิ่มการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้น”
ถ้ารู้ว่าเป็นมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะรู้เมื่อสาย กลายเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1-3 เดือน
“วันนี้ต้องยอมรับว่า มะเร็งตับเป็นภัยเงียบที่ไม่มีอาการในระยะต้นคนไข้ตับอักเสบเรื้อรังก็มักจะไม่มีอาการดูภายนอกเหมือนคนปกติ ซึ่งไม่สามารถรู้ได้หากไม่ผ่านการตรวจร่างกาย เจาะเลือด และการตรวจเอกซเรย์ เช่น อัลตราซาวนด์ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคได้ช้า
“มะเร็งตับถ้าปล่อยให้มีอาการก่อนจึงเข้ามาตรวจกับแพทย์ มักพบก้อนมะเร็งขนาดใหญ่เกิน 6 เซนติเมตรขึ้นไป นั่นหมายความว่าผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร โอกาสหายยิ่งทำได้ยาก ค่าเฉลี่ยการอยู่รอดเหลือเพียง 4-6 เดือน”
ถ้าคนไข้เป็นมะเร็งตับในระยะต้น ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก หรือในกรณีที่คนไข้มีภาวะตับแข็งมากแล้วจนการทำงานตับไม่ดี หรือคนไข้ที่มีความเสี่ยงไม่สามารถผ่าตัดได้ ก็สามารถใช้วิธีทำลายมะเร็งตับเฉพาะที่ ด้วยการแทงเข็มและปล่อยคลื่นความถี่เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง (Radiofrequency Ablasion Therapy) หรือรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ซึ่งในกรณีนี้จะรักษาทั้งภาวะตับแข็งและมะเร็งตับของผู้ป่วยไปในคราวเดียวกัน เพราะผู้ป่วยจะได้ตับใหม่ที่ไม่มีตับแข็งและมะเร็งตับ
“ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะปานกลาง การรักษาให้หายขาดได้ยากขึ้นแต่เป็นการรักษาเพื่อยับยั้งการดำเนินของมะเร็งและช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น การรักษาเป็นการให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่ (Transhepatic Arterial Chemoembolization : TACE) ซึ่งช่วยยืดชีวิตออกไปได้ จาก 4-8 เดือน เป็น 1-3 ปี ในผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองจนก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงจนสามารถรับการรักษาด้วยการทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่หรือผ่าตัดได้
“สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับระยะที่เป็นมากหรือระยะลุกลาม ซึ่งพบการกระจายของเซลล์มะเร็งออกนอกตับ กลุ่มนี้ถ้าตับยังทำงานได้ดีพอควร การรักษาสามารถใช้เคมีบำบัดแบบกิน MolecularTargeted Therapy โดยการรักษาไม่ได้หวังให้หายขาดเพียงแต่ช่วยยืดชีวิตให้ยืนยาวขึ้นจากค่าเฉลี่ย 1-3 เดือน เป็น 4-8 เดือน
การรักษามะเร็งตับให้ได้ผล ต้องวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะต้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ในหญิงวัยเกิน 50 ปี และชายวัยเกิน 40 ปี หรือที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ มีตับแข็งร่วมด้วยกลุ่มที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ที่พบภาวะตับแข็งร่วมด้วย และกลุ่มที่เป็นตับแข็งทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำควรได้รับการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ
มะเร็งตับเฝ้าระวังได้ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์และตรวจมาร์เกอร์ของมะเร็ง (Alpha Fetoprotein : AFP) ทุก 6 เดือน ซึ่งเป็นระยะการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง เพราะการที่เจอมะเร็งตับขนาดเล็กมีโอกาสรักษาให้หายสูงกว่าก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่โดยเฉพาะมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 2-5 เซนติเมตร”
"มะเร็งตับรักษาให้หายขาดได้ แต่กลับเป็นซ้ำได้ เพราะตับเดิมยังมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดก้อนมะเร็งได้ในจุดอื่น ทำให้ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง"
นอกจากนี้ การป้องกันการติดต่อของไวรัสตับอักเสบบีและซี ยังช่วยลดการติดเชื้อในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับลดลง โดยสิ่งที่สำคัญคือการปรับพฤติกรรม งดดื่มสุราที่เป็นสาเหตุของภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นในคนไข้โรคตับเรื้อรัง อย่าลืมว่าภาวะไขมันสะสมในตับ สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และควบคุมอาหาร
รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ
โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท



