
เด็กไทยสวนเทรนด์ไฮเทคทักษะไอซีทีหวิดรั้งท้าย!
เด็กไทยสวนเทรนด์ไฮเทค ทักษะไอซีทีหวิดรั้งท้าย! : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน
ประเทศไทยจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เพื่อเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตในหลากหลายรูปแบบ ในอัตราส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่า ประชากรประเทศนี้ ก้าวหน้าอยู่ในโลกข้อมูลข่าวสารไม่น้อยทีเดียว แต่จากข้อมูลสถิติที่วัดผลได้จากการประเมินทักษะไอซีทีของเยาวชนที่ไปร่วมแข่งขันในระดับนาชาชาติ กลับชี้ไปในทิศทางกลับกับ
ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) วิเคราะห์เอาไว้ว่า สาเหตุที่เด็กไทยอ่อนด้อยในเรื่องทักษะการใช้อุปกรณ์ไอที ก็เพราะว่าหลักสูตรการเรียนการสอนนั่นเอง
"หลักสูตรของไทยเอาวิชาคอมพิวเตอร์ไปรวมอยู่ในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี แถมมีปัญหาขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสฝึกฝนทักษะได้ดีเพียงพอ"
ประเทศไทยโดย สสวท.ได้เข้าร่วมโครงการศึกษาวิจัยนานาชาติการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ (International Computer and Information Literacy Study : ICILS) จัดโดยสมาคมนานาชาติที่ทำหน้าที่ประเมินผลด้านการศึกษา(The International Association for the Evaluation of Education Achievemant (IEA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลเกี่ยวกับการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศของนักเรียน ม.2 (Grade 8) โดยสอบถามผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียนและผู้รับผิดชอบด้านไอซีทีของโรงเรียนในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ มีประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน 20 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ ชิลี โครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฮ่องกง เยอรมนี เกาหลีใต้ ลิธัวเนีย เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก สโลวีเนีย รัสเซีย ตุรกี และไทย รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 59,430 คน แต่เหลือประเทศที่ร่วมประเมินจริง แค่ 14 ประเทศ
ดร.ชัยวุฒิ เลิศวนสิริวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ สสวท. กล่าวว่า ประเทศไทย ส่งนักเรียนชั้น ม.2 เข้ารับการประเมิน 3,646 คน จากสถานศึกษา 198 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. ร่วมการประเมินมากสุดถึง 1,197 คน จาก 64 โรงเรียน เป็น 32% ของจำนวนนักเรียนที่ร่วมการประเมินทั้งหมด" ดร.ชัยวุฒิ กล่าว
ดร.ชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ทางโครงการได้กำหนดให้ค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบ เท่ากับ 500 คะแนน ผลประเมินพบว่า ประเทศไทยได้คะแนนรองสุดท้าย ส่วนประเทศที่ได้คะแนนอันดับหนึ่ง คือ สาธารณรัฐเช็ก ได้คะแนนเฉลี่ย 553 คะแนน รองลงมาคือ ออสเตรเลีย 542 คะแนน โปแลนด์ นอร์เวย์ 537 คะแนน เกาหลีใต้ 536 คะแนน เยอรมนี 523 คะแนน สาธารณรัฐสโลวัก 517 คะแนน รัสเซีย 516 คะแนน โครเอเชีย 512 คะแนน และสโลวีเนีย 511 คะแนนลิธัวเนีย 494 คะแนน ชิลี 487 คะแนน ไทย 373 คะแนน และตุรกี ได้ 361 คะแนน
“ผลการประเมินพบว่า คะแนนมีความสัมพันธ์กับค่าดัชนีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Development Index) ของแต่ละประเทศ ซึ่งวัดจากความสามารถในการเข้าอินเทอร์เน็ต การใช้งานโทรศัพท์มือถือ จำนวนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ ประเทศที่มีดัชนีการพัฒนาไอซีทีสูง แนวโน้มได้คะแนนสูงตาม ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ค่าดัชนีไอซีทีต่ำสุดแค่ 3.54 ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่า 6 นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีผลต่อคะแนน คือ พื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดในกรณีของไทย โรงเรียนสาธิต ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ฐานะดี มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน ทำคะแนนได้สูงมาก สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับนานาชาติ" ดร.ชัยวุฒิ กล่าว
ดร.ชัยวุฒิ บอกว่า เมื่อแยกตามสังกัดสถานศึกษา พบว่า นักเรียนในโรงเรียนสาธิต ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 518 คะแนน รองลงมา คือโรงเรียนเอกชนสังกัด สช. 395 คะแนน โรงเรียนมัธยมสังกัด (สพฐ.) ได้382 คะแนน โรงเรียนสังกัด กทม.ได้ 377 คะแนน โรงเรียนสังกัดเทศบาล/ท้องถิ่น ได้ 346 คะแนน และโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ. ได้ 330 คะแนน จะเห็นได้ว่า คะแนนของโรงเรียนสาธิตห่างจากโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะยากจนถึงกว่าร้อยคะแนน และถ้าแยกตามขนาดโรงเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่ทำคะแนนเฉลี่ยได้ดีกว่า โดยทำได้ 410 คะแนน ขณะที่โรงเรียนขนาดกลาง ได้ 345 คะแนน และโรงเรียนขนาดเล็กที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาส ได้ 331 คะแนน เพราะฉะนั้น สถานะของผู้ปกครองมีผลต่อคะแนนอย่างชัดเจน นักเรียนไทยถึง 61% ผู้ปกครองมีพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ นักเรียนกลุ่มนี้ ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 349 นักเรียนที่มีผู้ปกครองมีฐานะปานกลาง มีร้อยละ 27 ทำคะแนนได้ 399 และนักเรียนที่ผู้ปกครองฐานะดี ร้อยละ 13 ทำคะแนนได้ 445 นอกจากนั้น พบว่า ครอบครัวที่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น แต่นักเรียนของไทยถึง 1 ใน 4 ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
ดร.ชัยวุฒิวิเคราะห์สภาพการณ์ที่ปรากฏเช่นนี้ว่า “สาเหตุที่ทำให้นักเรียนไทยได้คะแนนน้อย ยังมาจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาไอซีทีด้วย ข้อสอบที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ไม่ได้วัดความจำ แต่จะวัดความสามารถในการประยุกต์ใช้ทักษะด้านไอซีทีในชีวิตจริง เป็นข้อสอบเน้นคิดวิเคราะห์ แต่หลักสูตรของไทยเอาวิชาคอมพิวเตอร์ไปรวมอยู่ในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี แถมมีปัญหาขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสฝึกฝนทักษะได้ดีเพียงพอ ซ้ำการเรียนส่วนใหญ่เน้นท่องจำ เน้นการเรียนรู้การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ไม่เน้นคิดวิเคราะห์ ครูไม่ได้สอนให้เด็กประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง รวมถึงไม่มีการนำสื่อไอซีทีไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ นอกจากวิชาคอมพิวเตอร์ แม้แต่ตัวครูเอง พบว่า ครูไทยร้อยละ 8 ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยนานาชาติอยู่ที่ร้อยละ 5"
จากผลการประเมินครั้งนี้ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าตกอกตกใจอะไรมากมาย ดร.ชัยวุฒิ เสนอแนะว่า ควรต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้วิชาคอมพิวเตอร์มาอยู่ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อให้เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะประยุกต์ใช้ไอซีทีในชีวิตประจำวัน รวมถึงต้องปรับวิธีการวัดและประเมินผลด้วย ไม่วัดแต่ท่องจำแต่ต้องวัดคิดวิเคราะห์ และบูรณาการเข้าในวิชาอื่นๆ ด้วย อบรมครูในทุกวิชาให้สามารถใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนได้ เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงไอซีทีเพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน



