
ปัญหาเจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน
19 พ.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : ปัญหาเจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน
การเดินทางโดยเครื่องบินได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน เพราะมีความปลอดภัยสูง พร้อมกับราคาค่าโดยสารที่ถูกลง มีสายการบินมากมายให้เลือก ปัญหาการเดินทางโดยเครื่องบินที่มีผลต่อสุขภาพผู้โดยสารจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความนิยมที่เพิ่มขึ้น ปัญหาที่น่าจะพบได้บ่อยที่สุดน่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการแน่นหู ปวดหู จนถึงอาการบาดเจ็บของหูจากการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศอย่างกะทันหันระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินหรือผู้เดินทางกำลังเป็นหวัดหรือหวัดคออักเสบ ซึ่งถ้าเข้าใจที่มาของปัญหา วันนี้มีวิธีการแก้ไขตามหลักการที่ถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเลย หรือ อาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบา ก่อนที่จะมาพบแพทย์ได้
ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า ปัญหาการเจ็บแน่นหูนี้ มักจะทำให้เป็นที่กังวลต่อผู้เดินทางโดยเครื่องบินเป็นประจำ โดยเฉพาะลูกเรือ และนักบินเวลาป่วยเป็นไข้หวัด มักจะกังวลอยู่เสมอๆ แม้ว่าได้กินยาแก้หวัด ลดอาการบวม และการใช้ยาพ่นจมูก ซึ่งมักจะได้ผลดีอยู่แล้ว แต่บางท่านแม้ทำการปรับความดันในหูชั้นกลางด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทำ Valsalva maneuver คือ การเพิ่มความดันในบริเวณด้านหลังช่องปากและโพรงจมูกเพื่อเปิดท่อระบายอากาศที่เชื่อมต่อไปที่หูชั้นกลางแล้ว แต่พบได้บ่อยๆ ว่าอาการปวดหูดีขึ้น แต่อาการแน่นหูยังไม่หาย ความจริงแล้วการปรับความดันในหูมีหลายวิธี ที่ใช้ได้ผลดีเช่น การอมลูกอมเพื่อกลืนน้ำลายบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อเคลื่อนไหวกรามและกลืนน้ำลาย จนถึงการทำ Valsalva เพื่อปรับแรงดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับแรงดันบรรยากาศภายนอกหากปล่อยจนความดันอากาศแตกต่างกันมาก เช่น เผลอนอนหลับไประหว่างเครื่องบินลดระดับลง จนเกิดอาการปวดหู วิธีปกติอาจไม่ได้ผล จะแก้ไขได้ต้องทำ Valsalva ช่วย ปรับความดันให้สมดุลโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดการบาดเจ็บในหูชั้นกลาง (Barotrauma)
การทำ Eustachain Tube โดยการหายใจเข้า กลั้นหายใจแล้วใช้นิ้วมือบีบปิดจมูก ปิดปากแน่นแล้วเบ่งลมหายใจออกให้อากาศถูกดันไปหูชั้นกลาง จนได้ยินเสียงเปิดของท่อ (Ear popping) แล้วกลืนน้ำลาย แรงดันจะถูกปรับให้ดีขึ้นอาการปวดหูจะดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงเพิ่มระดับความสูงมีผลให้ความดันบรรยากาศลดลง และการลดระดับความสูงมีผลตรงกันข้ามคือ ความดันเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง แม้ระดับความสูงของเครื่องบินจะสูงมากถึง 40,000 ฟุต (12,000 เมตร) แต่ความดันในห้องผู้โดยสารเครื่องบินมีการปรับความดันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสารอยู่แล้ว โดยปกติความดันจะอยู่ที่ประมาณระดับความสูง 6,000-8,000 ฟุต (1,800-2,400 เมตร) ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องบิน เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่า ที่ระดับตรงนี้ความดันจะเปลี่ยนแปลงโดยประมาณแค่ 20% เท่านั้น และปริมาตรของอากาศเปลี่ยนแปลงแค่ 12% เท่านั้น
เมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน ขณะเครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้นแรงดันบรรยากาศภายนอกจะน้อยกว่าในหูชั้นกลาง อากาศจึงไหลออกได้ง่าย ตรงข้ามเมื่อเครื่องบินลง แรงดันในหูชั้นกลางน้อยอยู่ จึงไม่สามารถดันอากาศจากภายนอกได้ การไหลของอากาศออกจากหู ไปที่หลังโพรงจมูกจะทำได้ง่ายกว่าการไหลของอากาศเข้าสู่บริเวณหูชั้นกลาง ลักษณะคล้ายๆ วาล์วอากาศทางเดียว ดังนั้นเวลาอากาศขยายตัว (แก้วหูโป่งออก) ตอนเครื่องบินไต่ระดับจึงมักไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับตอนลดระดับลงสู่พื้น (แก้วหูยุบตัวลง) ดังนั้นจึงต้องช่วยเปิดท่อ Eustachain Tube โดยวิธีต่างๆ
โดยส่วนใหญ่คนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องปวดแน่นหู ส่วนใหญ่ที่มาพบว่าเป็นลูกเรือ พนักงานบนเครื่องบินที่เป็นไข้หวัดไม่มาก กินยาอยู่ไม่อยากพัก หรือลาพักไม่ได้ ต้องจำใจไปทำงานบนเครื่อง แม้จะกินยาแก้หวัด ลดบวม ลดน้ำมูก และถึงแม้ใช้ยาพ่นจมูกลดอาการบวม ของท่อ Eustachain Tube แล้ว และได้ทำ Valsalva ปรับความดันหลายครั้ง ก็ยังมีอาการปวดแน่นหูอยู่ หลังจากตรวจดูพบว่า เยื่อแก้วหูขยายดันออกมา แต่ไม่มีการอักเสบ แสดงว่าน่าจะมีอากาศค้างอยู่ภายในช่องหูด้านในหลังจากทำ Valsalva ซึ่งน่าจะมีแต่อาการหูอื้อมากกว่าปวดหู เพราะความดันได้ปรับให้สมดุลแล้ว ได้อธิบายคนไข้ให้เข้าใจ และช่วยโดยการให้คนไข้อ้าปากหาว กลืนน้ำลายพร้อมกับปิดจมูก (Toynbee Maneuver) ให้อากาศระบายออกมา อาจจะช่วยดึงหูพร้อมกับเอียงศีรษะข้างที่อื้อขึ้นเพื่อช่วยยืดท่อ Eustachain Tube ให้ระบายลมได้ดีขึ้น คนไข้จะได้ยินเสียงแก้วหูขยับและอาการหูอื้อดีขึ้น ลองตรวจดูซ้ำพบว่าแก้วหูยุบตัวลง แสดงว่าอากาศระบายออกไปบ้างแล้ว
ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพ



