
ชวนเที่ยว : น่าน...น่ะ ห้ามพลาด
16 พ.ย. 2557
ชวนเที่ยว : น่าน...น่ะ ห้ามพลาด : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
หนาวๆ คนก็มักนึกถึงเหนือๆ เพราะอุดมไปด้วยทะเลหมอก แม่คะนิ้งและอากาศหนาว
หลังหมดฝน ลมเย็นๆ ก็เริ่มโชยมา ต่อมอยากสัมผัสอากาศหนาวและทะเลหมอกเต้นตุ้บตั้บ
หนาวๆ เนิบๆ นิ่งๆ อารมณ์นี้ ฉันนึกถึง เมืองน่าน ขึ้นมาทันที เป็นเมืองไม่ใหญ่ และค่อนข้างไกลขนาดที่เขาบอกว่า ใครจะมาเมืองน่าน ต้องตั้งใจจริงๆ แถมน่านยังเป็นหนึ่งในเมืองที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ย้ำว่าห้ามพลาดซะด้วย
จะว่าไปเมืองน่านไม่ใช่ครั้งแรกของฉัน หากแต่เป็นครั้งแรกที่จะไปเสาะแสงหาดูผ้าทอเมืองน่านให้ลึกซึ้งมากขึ้น จากที่เคยคุ้นกับผ้าขาวม้าเมืองน่านมานานแสนนาน
เริ่มต้นที่ห้องรับแขก บริเวณข่วงเมืองน่าน ข่วงก็คือ สถานที่โล่งหรือลานกว้างของเมือง สมัยโบราณใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีการต่างๆ ของเจ้าเมืองน่าน และประชาชนทั่วไป บางโอกาสก็ใช้เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ปัจจุบัน บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวัดภูมินทร์ ฝั่งตรงข้ามหน้าวัดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานเมืองน่าน เยื้องๆ กัน (ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์) เป็นวัดพระธาตุช้างค้ำ และฝั่งซ้ายก็เป็นที่ตั้งศูนย์บริเวณนักท่องเที่ยว ...ไปที่เดียว เดินเที่ยวได้หลายสถานที่
เห็นพญานาคหน้า วัดภูมินทร์ วันนี้ ถึงไปถึงศิลปินแห่งชาติที่เพิ่งล่วงลับ อ.ถวัลย์ ดัชนี ผู้สร้างสะพานนาคนี้ขึ้น มองดูแล้วเหมือนนาคเทินตัววิหารอยู่ ทั้งยังสอดแทรกกลเม็ดให้เกิดการสังเกตสังกาว่านาคตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สวยงาม หันหน้าออกทั้ง 4 ทิศ (4 ประตู) และที่โดดเด่นดึงดูสายตาผู้ที่เข้าไปกราบไหว้พระไม่แพ้กัน ก็คือภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวไทยลื้อ ทั้งวัฒนธรรมการกินอยู่ ไปจนถึงการแต่งกาย ที่แสดงให้เห็นถึงผ้าทอมือที่สวยงามของชาวไทยลื้อ
"คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำ ก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาขะลุ้ม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจ๋ตัวชายปี้นี้
จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา..."
ประโยคยาวๆ ที่หวานซึ้ง เดี๋ยวนี้เห็นอยู่บนเสื้อยืดลายเมืองน่านเยอะแยะไปหมด ก็มีที่มาจากภาพกระซิบรักบันลือโลก ที่วัดภูมินทร์ นี่เอง
ออกจากวัดภูมินทร์ ข้ามถนน มาที่ พิพิธภัณฑ์สถานเมืองน่าน เข้าประตูด้านที่อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงมา ก็เจอกับสิ่งก่อสร้างขนาดเล็ก มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง บางคนอาจจะเข้าใจว่า เป็นศาลพระภูมิ แต่แท้ที่จริง นี่เป็น โบราณสถานวัดน้อย วัดที่ได้ชื่อว่าเล็กที่สุดในประเทศไทย เพราะกว้างแค่ 1.98 เมตร ยาว 2.34 เมตร และสูง 3.35 เมตร จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า วิหารนี้เกิดขึ้นจากการที่ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ในสมัยนั้นกราบทูลรัชกาลที่ 5 ถึงจำนวนวัดในตัวเมืองน่าน แต่ปรากฏว่า นับจำนวนวัดเกินไป 1 วัด จึงได้สร้างวัดน้อยแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ครบตามจำนวนที่กราบทูลไปอันเป็นแบบอย่างของความสัตย์ซื่อ และถือคำพูดอย่างยิ่งนั่นเอง
ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เป็น วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดหลวงประจำเมืองน่าน ซึ่งแต่เดิมเรียกวัดหลวงกลางเวียง ที่โดดเด่นคือพระเจดีย์ช้างค้ำศิลปะสุโขทัย มีรูปปั้นช้างครึ่งตัวอยู่โดยรอบเจดีย์ รวมทั้งหมด 24 เชือก พระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ข้างกันเป็นวิหารพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนีที่มีมิติสวยงาม ว่ากันว่า "ไม่ว่าคุณจะขยับไปตรงไหน จะเหมือนพระท่านมองตามอยู่ตลอด"
มาถึงเมืองน่านทั้งที่ อีกนหึ่งสถานที่ไม่น่าพลาด คือ วัดพระธาตุแช่แห้ง อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 2 กม.บนเส้นทางสายน่าน-แม่จริม ในเขต อ.ภูเพียง วัดนี้เป็นวัดพระธาตุประจำปีเถาะ สันนิษฐานว่ามีอายุราว 600 ปี พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจากกรุงสุโขทัย องค์พระธาตุมีความสูง 55.5 เมตร บุด้วยทองเหลืองทั้งองค์ เป็นโบราณสถานที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา ใครจะมาที่นี่เผื่อเวลาสักหน่อยจะได้ชื่นชมความสวยงามของวัดแห่งนี้ได้นานๆ ตั้งแต่บันไดนาค วิหารพระพุทธไสยาสน์ ตัวพระเจดีย์ที่เหลืองสุกอร่าม รวมถึงการไปขอพระพระเจ้าทันใจที่วิหารด้านข้างเจดีย์
------------------------------
ตามลายน้ำไหล ไปซิ่นม่าน
มาถึงเมืองน่าน แวะเที่ยวชม คุ้มเจ้าราชบุตร โชคดีเป็น 2 ชั้น นอกจากได้พบกับเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน นัดดาในเจ้าราชบุตร ผู้สืบสกุลเจ้าผู้ครองนครน่าน แล้ว ยังได้ชมกรุผ้าเก่าที่เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เลยได้เห็นซิ่นลายน้ำไหลอายุเป็น 100 ปี ก็คราวนี้ รวมถึงซิ่นไทยลื้อ และซิ่นม่านยกไหมเงิน ไหมทองที่สวยงาม
แล้วถึงได้รู้ว่า เพราะความที่น่าน มีหลายชนชาติอาศัยอยู่ รวมถึงที่อพยพมาจากล้านช้าง สิบสองปันนา สปป.ลาว ผ้าทอเมืองน่านจึงมีที่มาหลายแห่งไปด้วย แต่อัตลักษณ์อันโดดเด่นอยู่ที่ ผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นลวดลายโบราณที่เกิดจากเทคนิคเกาะ ล้วง ที่ชาวไทยลื้อเมืองน่านชำนาญเป็นพิเศษ ลักษณะคล้ายลาย ลุนตยาอะเซะ ของพม่า มีแรงบันดานใจมาจากสายน้ำน่านที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต เชื่อว่า หากได้นุ่งห่มจะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ชีวิตเสมือนสายน้ำน่านที่ชโลมแผ่นดินให้ร่มเย็น
จากคุ้มเจ้าราชบุตร ไปสู่ โฮงเจ้าฟองคำ เรือนไม้เก่าโบราณยุคเจ้านายฝ่ายเหนืออายุกว่า 200 ปี ซึ่ง อ.ภัทราภรณ์ ปราบริปู ทายาทของเจ้าฟองคำ สืบต่องานทอผ้าพื้นเมืองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทุกวันนี้เปิดโฮงสำหรับเรียนรู้และต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ด้วยความเก่าแก่ สวยงามของโฮงเจ้า ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น และยังมีผ้าทอสวยงาม หลากหลายรูปแบบ
อ.ภัทราภรณ์ บอกว่า ปัจจุบันได้คิดค้นลายใหม่ๆ เช่น ลายน้ำไหลเอื่อยมีหยดน้ำ และลายน้ำไหลเชี่ยว ขึ้นมา ขณะเดียวกัน ก็ยังมีผ้าทออื่นๆ ทั้งซิ่นม่าน ซิ่นเชียงแสน ที่มีแหล่งที่มาจากเชียงตุง นอกจากนี้ยังมีซิ่นไทยลื้อที่สวยงามและได้รับความนิยมเช่นกัน
กระบวนการทอยังนิยมใช้ฝ้ายเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้าย และเข้าสู่ขบวนการผลิตเป็นเส้นด้าย โดยภูมิปัญญาของท้องถิ่น รวมทั้งกรรมวิธีย้อมสีธรรมชาติ เช่น สีดำจากผลมะเกลือ, สีแดงจากครั่ง, สีเหลืองจากขมิ้น ฯลฯ ผู้ที่มีอาชีพทอผ้าส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวไทยลื้อโบราณ
ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน อพท.เล่าว่า จากที่ลงพื้นที่สำรวจอัตลักษณ์เมืองน่าน ถึงได้เห็นว่าการทอผ้าพื้นเมืองกำลังจะเลือนหาย เพราะไม่พอเลี้ยงชีพ ชาวบ้านหันไปประกอบอาชีพอื่น คนหนุ่มสาวเข้าเมืองหางานทำ ทั้งที่ผ้าทอพื้นเมืองน่านเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และบ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์ได้ชัดเจนจากลายผ้า ที่ผ่านมา อพท.ยังจัดหาผู้เชี่ยวชาญงานผ้ามาช่วยพัฒนาองค์ความรู้ แนะเทคนิกใหม่ให้ชาวบ้าน เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ผ้าทอกลิ่นหอม สำหรับทำซองใส่แท็บเล็ต แค่ได้ฟังก็ตาโต
เลยได้ตามกลิ่นผ้าทอหอมๆ ไปถึงโรงทอผ้าของ ชุมชนบ้านซาวหลวง ต.สวก อ.เมืองน่าน แล้วก็ได้เห็นผ้าทอผสมใยสับปะรด และสมุนไพรกลิ่นหอม ทำให้เนื้อผ้ามีกลิ่นหอม และใส่สารเคลือบกันน้ำที่นี่เอง นอกจากนี้ยังมีลายอันเป็นอัตลักษณ์ของบ้านซาวหลวงคือ ลายปากไหโบราณบ้านบ่อสวก ที่แกะจากลายที่ประดับปากไหเครื่องเคลือบอายุราว 700 ปี ที่ขุดค้นพบในต.บ่อสวก ซึ่งสันนิษฐานว่าแถวนี้เป็นแหล่งที่มั่งคั่งขอชนชาวน่านมาแต่โบราณ เมื่อถ่ายทอดเป็นลายผ้าก็เชื่อว่าจะนำความมั่งคั่งมาสู่ผู้สวมใส่ด้วย ที่สำคัญผ้าทอบ้านซาวหลวงได้รับรางวัลห้าดาวในระดับภาคเหนือ แถมราคาที่นี่ก็น่าหยิบจับซะจริงๆ
บรรยากาศเนิบช้า วัดวาสวยงาม ช่วยให้คนใจร้อนเย็นลงได้ แถมด้วยผ้าฝ้ายทอมือที่สวยงาม แล้วแบบนี้ ... จะพลาดได้อย่างไร !!
------------------------------
(ชวนเที่ยว : น่าน...น่ะ ห้ามพลาด : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



