ไลฟ์สไตล์

เสพศิลป์ท่องถิ่นอารยธรรม ลิ้มรสอาหารอร่อยที่เฉิงตู

เสพศิลป์ท่องถิ่นอารยธรรม ลิ้มรสอาหารอร่อยที่เฉิงตู

09 พ.ย. 2557

ชวนเที่ยว : เสพศิลป์ท่องถิ่นอารยธรรม ลิ้มรสอาหารอร่อยผ่านพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เฉิงตู : เรื่อง / ภาพ ... ประดิษฐ์ พูลสาริกิจ

 
                            การที่เราเดินทางไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในเวลาอันจำกัด หากเราอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาและเป็นไป ความศิวิไลซ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันของเมืองนั้นเยอะๆ ย่อมหนีไม่พ้นที่เราจะต้องไปพิพิธภัณฑ์ การร่วมคณะไปกับ "Discovering Chengdu" Trip ครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชม Blue Roof Museum แห่งเมืองเฉิงตู ทำเอาเลือดศิลปินที่สงบนิ่งในกายมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผมเดือดพล่านเลยทีเดียว พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ย่านชานเมืองท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม ภายในเป็นเนินขนาดย่อมๆ มีหมู่บ้านศิลปิน ร่มครึ้มสงบเงียบ เป็นที่สำหรับรังสรรค์ผลงานศิลปะชั้นเลิศหลากแขนงของศิลปินหลายท่าน โดยรัฐบาลให้การสนันสนุนแทบทุกอย่าง ซึ่งหาไม่ได้ในบ้านเรา 
 
                            รถบัสขนาดเล็กพาเดินทางจากโรงแรมกลางเมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ไปตามถนนวงแหวนรอบนอกเพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ Blue Roof ผ่านเข้าไปด้านในเห็นผลงานประติมากรรมวางประดับหลายชิ้น ทั้งสองฝั่งถนนเป็นอาคารสองชั้นสำหรับอยู่อาศัยหลายสิบหลังคาเรือนเรียงรายตามถนนท่ามกลางแมกไม้ปกคลุมร่มครึ้ม ซึ่งเป็นทั้งบ้านที่อยู่อาศัยและสตูดิโอสำหรับทำงานศิลปะ
 
                            บ้านหลังแรกที่เข้าไปเยี่ยมชมคือ บ้านของ Luo Fahui ศิลปินจากเมืองฉงฉิง วัย 53 ปี ถือเป็นศิลปินระดับแนวหน้าของจีนเลยทีเดียว ภายในบ้านมีสตูดิโอขนาดใหญ่ มีพื้นที่นั่งเล่นทั้งส่วนภายนอกและภายในอาคาร มีสระว่ายน้ำทรงแคบแต่ยาว ประติมากรรมรูปผู้หญิงยืนอยู่บนดอกกุหลาบสองสามชิ้นประดับตามช่องแสงและภายใน ผลงานที่กระตุ้นต่อมศิลป์ภายในของผมนั้นเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่แขวนบนผนังหลายสิบชิ้น ในผลงานปรากฏภาพผู้หญิงจีน บางชิ้นวาดเฉพาะใบหน้า บางชิ้นก็ทั้งร่างกายในอิริยาบถต่างๆ ทั้งเดี่ยวและหมู่ ภาพดอกกุหลาบและเลือด ทั้งหมดในภาพอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันหงอยเหงาขมุกขมัว ดูอ่อนโยน นุ่มนวล บอบบาง ซึ่ง Luo บอกผ่านล่ามว่า ต้องการสื่อถึงวัฒนธรรมทางเพศอันบอบบางของผู้หญิงจีน ราคะตัณหา ความเหงา ความรุนแรง การกดขี่ทางเพศ 
 
                            อีกบ้านที่ได้เข้าชม คือ บ้านของ Yang Mian วัย 44 ปี เป็นศิลปินที่เกิดที่เมืองเฉิงตู เข้าไปด้านในสะดุดตากับภาพขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้เราค้นหาว่ามันคืออะไร ภาพนั้นดูเป็นจุดกลมๆ ทั่วทั้งภาพ สังเกตรายละเอียดลงไป ดูแล้วเป็นจุดสี ฟ้า ชมพู เหลือง ดำ เรียงๆ กันอยู่ ยอมรับว่า ณ ตอนนั้นผมดูไม่ออกว่าภาพอะไร เพราะระยะถอยดูของห้องรับแขกนั้นยังไม่พอ แต่พอกลับมาดูรูปที่ถ่ายไว้จึงร้องอ๋อ ภาพที่เห็นคือเค้ารางของภาพ Starry Night ของ Vincent van Gogh  
 
                            เดินไปตามทาง ผ่านห้องหนังสือ เดินต่อลงบันไดไปเป็นสตูดิโอขนาดใหญ่สำหรับทำงานศิลปะ มองทะลุไปที่ระเบียง มีชุดโต๊ะนั่งเล่น เลยออกไปเป็นหุบเขาลาดลงไป มีต้นไม้สูงสร้างบรรยากาศร่มรื่น นี่มันสตูดิโอในฝันของผมและผองเพื่อนชัดๆ 
 
                            ภายในสตูฯ มีอุปกรณ์เขียนภาพและทำงานอื่นวางเรียงรายบนโต๊ะ 2-3 โต๊ะ ตามจุดต่างๆ บนผนังแขวนผลงานจิตรกรรมขนาดมหึมาหลายชิ้น มองดูแล้วเห็นเป็นภาพรางๆ ของผลงานระดับมาสเตอร์พีซของโลก  
 
                            Yang เล่าว่า ตอนเขาเป็นเด็ก เขาได้เห็นผลงานเหล่านั้นผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์จากตะวันตกที่เข้ามายังประเทศจีน จากสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านั้น หากเราใช้แว่นขยายส่องดูเราจะเห็นเป็นจุดสีจากหมึกพิมพ์ผสานจนเกิดเป็นภาพที่เราเห็น สีของระบบการพิมพ์เหล่านั้นก็คือ Cyan, Magenta, Yellow, Key หรือภาษาในกระบวนการพิมพ์เรียก CMYK ซึ่งก็คือ สีฟ้า ชมพู เหลือง ดำ นั่นเอง สื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่วัฒนธรรมจากตะวันตกเหล่านี้เองคือแรงบันดาลใจของผลงานชุด CMYK series ของ Yang
 
                            นี่เป็นศิลปินสองท่านที่คณะของเรามีโอกาสเข้าเยี่ยมชมสตูดิโอ ศิลปินที่อาศัยอยู่ที่นี่จ่ายค่าเช่าราคาถูกให้แก่รัฐบาลจีน ใครจะเช่ากี่ปีก็ได้แต่ไม่เกิน 50 ปี ปัจจุบันมีศิลปิน นักออกแบบ และนักโฆษณาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกือบ 300 คน ขณะที่พิพิธภัณฑ์ยังเปิดโครงการ Art Residency มีกลุ่มเป้าหมายคือ ศิลปินรุ่นหนุ่มสาวที่ทำงาน painting, installation, sculpture, video, performance และแขนงอื่นๆ ทั้งจากจีนและจากต่างประเทศ โดยจะมีพื้นที่สตูดิโอให้ฟรี และมีการจัดการต่างๆ ให้ จนเกิดคำถามแวบขึ้นมาในใจ เราจะได้เห็นโครงการดีๆ แบบนี้ในวงการศิลปะของไทยไหม?
 
                            การไปครั้งนี้ทำให้เรารับรู้ถึงการให้ความสำคัญกับวงการศิลปะของรัฐบาลจีนที่ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่เมืองหลวงอย่างปักกิ่ง หรือเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ แต่เมืองเฉิงตูแห่งเสฉวนที่อยู่ไกลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ยังอุดมไปด้วยหน่อพันธุ์ทางศิลปะร่วมสมัยที่กำลังเติบโต 
 
                            วันต่อมา คณะเราไป พิพิธภัณฑ์จินซา (Jinsha Site Museum) ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร ในตัวเมือง ย้อนกลับไปราว 3,000 ปี ที่นี่คือหมู่บ้าน Jinsha ศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณลุ่มน้ำแม่น้ำแยงซี ต่อมาเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสู่ฮัน หรือ จ๊กก๊ก ที่เล่าปี่ปกครองในยุคสามก๊กที่ผมเคยอ่านจากหนังสือและเคยดูจากซีรีส์ของจีนสมัยเด็กๆ
 
                            นักโบราณคดีค้นพบร่องรอยพระราชวังขนาดใหญ่ พื้นที่บวงสรวง ที่อยู่อาศัย สุสานฝังศพ และสิ่งประดิษฐ์มากมายกว่า 5,000 ชิ้น ทั้งที่ทำจากทองคำ สัมฤทธิ์ หยก หิน งาช้าง ไม้ และซากเครื่องปั้นดินเผาอีกนับไม่ถ้วน รวมทั้งเขี้ยวหมูป่า เขากวาง งาช้างอีกมากมาย บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น ตัวอย่างเช่น หน้ากากทองคำ กว้าง 19.5 ซม. สูง 11 ซม. หนักถึง 46 กรัม โบราณวัตถุทองคำชิ้นที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในช่วงราชวงศ์ซาง (Shang) และราชวงศ์โจว (Zhou)
 
                            อีกชิ้นที่สำคัญ เป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์และของเมืองเฉิงตู ก็คือ Sun and Immortal bird เป็นเครื่องประดับมีเส้นรอบวง 12.5 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 5.29 ซม. หนา 0.02 ซม. ถือว่าบางมากๆ ฉลุตรงกลางเป็นพระอาทิตย์มีรัศมีสิบสองแฉก รอบพระอาทิตย์ฉลุเป็นนกสี่ตัวบินทวนเข็มนาฬิกา ดูงามมากๆ และ State Bureau of Cultural Relics ได้ประกาศให้เครื่องประดับโบราณชิ้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมของจีนด้วย
 
                            อาหารเสฉวนอันเผ็ดร้อน ซ่านลิ้น
 
                            คนเราไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ต้องกิน การไปครั้งนี้เป็นการกินที่สนุกสนานแบบ enjoy eating มากๆ สำหรับผม การได้ลิ้มลองอาหารเสฉวนถึงถิ่นกำเนิด ด้วยรสชาติที่เผ็ดร้อน ซ่าและซ่านไปทั้งลิ้น ทำให้น้ำลายสออยู่ตลอดเวลาทำให้ผมกินได้เยอะ รสชาติเหล่านั้นเกิดจากเครื่องเทศ เครื่องหมัก พริกไทย พริกแห้ง พริกทอด พริกป่น พริกบดผสมน้ำมัน พริกเสฉวน ซึ่งประกอบด้วย พริก กระเทียม ขิง เต้าเจี้ยว คณะของเรากินอาหารเสฉวนทุกวันในหลายภัตตาคาร มีทั้งอาหารแบบมาเป็นจาน ชาม และแบบหม้อไฟ หรือ “hot pot”  
 
                            ห่างจากตัวเมืองออกไปทางตะวันตกราว 50 นาที รถบัสนำคณะสื่อมวลชนไปที่ Gucheng เมืองเก่าแก่หลายพันปี เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ที่นี่มี พิพิธภัณฑ์อาหารเสฉวน คือ Sichuan Cuisine Museum of Chengdu นอกจากโบราณวัตถุเกี่ยวกับอาหารแล้ว รูปแบบของพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารแห่งนี้อาจจะเป็นที่เดียวในโลกก็ว่าได้ เราสามารถเห็นวัฒนธรรมอาหารเสฉวน เหล้าเสฉวน ชาเสฉวน โอเปร่าเสฉวน อาคารและสวนสไตล์เสฉวน และมีภัตตาคารให้พวกเราได้ลิ้มลองรสชาติเสฉวนแท้ๆ รวมทั้งได้ประสบการณ์การทำอาหารเสฉวน โดยแต่งตัวเป็นพ่อครัวเข้าไปทำอาหารในห้องครัวได้ด้วย สร้างความสนุกสนานไปอีกแบบ 
 
                            นี่เป็นเพียงบางด้านบางมุมของเสฉวนที่เราพบเจอผ่านทางพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เสฉวนยังมีสิ่งที่น่าค้นหาและเรียนรู้อีกหลายด้าน เหล่านั้นรอเราอยู่ในโอกาสข้างหน้า...
 
 
 
 
 
 
-----------------------------
 
(ชวนเที่ยว : เสพศิลป์ท่องถิ่นอารยธรรม ลิ้มรสอาหารอร่อยผ่านพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เฉิงตู : เรื่อง / ภาพ ... ประดิษฐ์ พูลสาริกิจ)