ไลฟ์สไตล์

ท่องไปกับใจตน : แอ่วแพร่...แค่บังเอิญ

ท่องไปกับใจตน : แอ่วแพร่...แค่บังเอิญ

09 พ.ย. 2557

ท่องไปกับใจตน : แอ่วแพร่...แค่บังเอิญ : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล

 
                            “เที่ยวแพร่ไม่แคร์หนาว” เป็นคำขวัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ ใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ต่อเนื่องจากโครงการ “เที่ยวแพร่กับฝน” ที่เพิ่งผ่านพ้นไป บ่งบอกว่าแพร่สวยทุกฤดู เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทำให้ผมหวนคิดถึงการเดินทางไปแพร่ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความงามอย่างคาดไม่ถึงของแพร่ ที่ทำให้ผมต้องอุทานออกมาเป็นคำขวัญเช่นกันว่า “แอ่วแพร่...แค่บังเอิญ”
 
                            เรื่องของเรื่องคือตามวิสัยของคนเขียนสารคดี เวลาจะไปไหนก็จะต้องศึกษาข้อมูลและวางแผนการเดินทาง แต่แอ่วแพร่ทริปนั้น ลองไปแบบดุ่มๆ ไม่มีแผนการดูบ้าง ใครบอกที่ไหนน่าไป...ก็ลุยกันไปเลย วันหนึ่งมีกัลยาณมิตรแนะนำเส้นทางสู่วัดป่าเวียงทอง หมู่ 9 อำเภอสูงเม่น แต่ปรากฏว่าผมและคณะหลงทางไปหมู่ 8 เห็นสะพานไม้ทอดข้ามลำน้ำยมสวยมาก เลยตัดสินใจแวะไปชม แล้วต้องตะลึงในความงามอย่างคลาสสิก เพราะเป็นสะพานไม้เก่าแก่แบบบ้านๆ แวดล้อมด้วยแมกไม้จนดูราวอุโมงค์แห่งไพรพฤกษ์ บางช่วงของสะพาน มีไม้บางแผ่นผุและหลุดหายไปให้เราได้หวาดเสียวกันพอประมาณ ผมและเพื่อนๆ ถ่ายภาพกันอย่างเพลิดเพลิน ก่อนพากันเดินข้ามไปสำรวจอีกฝั่งหนึ่งของลำน้ำยม แล้วพลันต้องอึ้งกับภาพที่ปรากฏ เมื่อแสงละมุนยามเช้าสาดส่องผืนป่าสักตรงเชิงสะพาน...ตระการตา 
 
                            นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เห็นต้นสัก-ที่มาของไม้อันล้ำเลอค่าอย่างใกล้ชิดสนิทสนมเท่านี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าแพร่คือเมืองหลวงของป่าสักอันอุดมของภูมิภาคอาเซียนและของโลกมาแต่ไหนแต่ไร แพร่เป็นต้นกำเนิดการป่าไม้ของสยามมานานกว่าศตวรรษ ตราบจนปัจจุบัน เมื่อมีการตระเวนหาไม้สักไร้ตำหนิในผืนป่าทั้งภาคเหนือและภาคกลาง เพื่อนำไปบูรณะโบราณสถาน “เสาชิงช้า” ที่กรุงเทพมหานคร ปี 2547 ปรากฏว่าไม้สักไร้ตำหนิทั้งหกต้นได้จากผืนป่าในจังหวัดแพร่ทั้งหมด พวกเรากอดจูบลูบไล้ต้นสักด้วยการใช้เลนส์กล้องทุกขนาด บันทึกภาพไว้แทบทุกอณูของต้นสัก เบ็ดเสร็จแล้วเราใช้เวลาไปกว่าชั่วโมง สำหรับมุมหนึ่งของแพร่ที่แค่ไปพบเข้าโดยบังเอิญ
 
                            จากนั้นไม่นานเราต่างต้องยืนนิ่งอึ้งกันอีกครั้งกับความร่มรื่น สงบเย็น ด้วยธรรมชาติป่าไผ่ที่รายล้อมพระอุโบสถป่า ณ วัดป่าเวียงทอง ชวนให้หวนรำลึกถึงอุโบสถกลางธรรมชาติบนยอดเขาพุทธทอง ณ สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ ประสงค์ให้ทำอย่างพระอุโบสถสมัยพุทธกาล ที่มีเพียงร่มไม้กับท้องฟ้าเป็นหลังคา มีพรรณพฤกษาเป็นฝาผนัง อันเป็นความงามอย่างประหยัดและถูกต้องตามพุทธประสงค์ สวนทางกับวัดวาอารามส่วนใหญ่ในวันนี้ ที่แข่งกันสร้างอุโบสถและวิหารใหญ่โตมโหระทึก โดยไม่ใคร่ใส่ใจจะสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมในจิตใจญาติโยมเท่าใดนัก 
 
                            วัดป่าเวียงทอง เป็นวัดป่ากรรมฐานสายธรรมยุติ ก่อตั้งในปี 2533 โดยหลวงตาธรรมดา (พระมหาสุทธินันท์ สุทธิญาโณ) ซึ่งมีแนวทางการเผยแผ่ธรรมใกล้เคียงกับท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มุ่งเน้นให้ชาวพุทธทำปัจจุบันเหตุให้ดีที่สุด ดังคติธรรมตอนหนึ่งว่า... “พวกเราทั้งหลาย จงทำปัจจุบันเหตุ (ของเรา) ให้ดีที่สุดเถิด เพราะปัจจุบันเหตุ (ของเรา) เป็นผลของความดีแท้อย่างแน่นอน ในเมื่อ... “เกิด” ก็เพราะเรา เคยเกิด / “แก่” ก็เพราะเกิด ใช่ไหม / “เจ็บ” ก็เพราะเกิด นั่นไง / “ตาย” เสียก่อนตาย สบายจริงๆ (หลวงตาธรรมดา)
 
                            จากวัดป่าเวียงทอง กัลยาณมิตรชาวเมืองแพร่แนะนำว่า มาถึงอำเภอสูงเม่นแล้วไม่ควรพลาดชม “พระธาตุเนิ้ง” หรือ พระธาตุเอียง ที่วัดพระหลวง ผมนึกในใจว่าจะเหมือนหอเอนแห่งเมืองปิซา ณ อิตาลี ไหมหนอ ปรากฏว่าเอียงน้อยกว่า แต่น่าสนใจตรงที่เป็นพระธาตุศิลปะเชียงแสน งามละม้ายพระธาตุวัดป่าสัก ที่อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สันนิษฐานว่าพระธาตุองค์เดิมเก่าแก่ราว 400 ปี แต่มาบูรณปฏิสังขรณ์โดยชุมชนชาวไทยลื้อที่อพยพจากเชียงแสนมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อราว 200 ปีก่อน ส่วนจะ “เนิ้ง” หรือเอียงเมื่อไร ไม่ปรากฏหลักฐาน 
 
                            แต่พลันเมื่อเดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งของพระธาตุ “แล้วหอสูงนั่นคืออะไร?” ผมตั้งคำถามกึ่งอุทานในความงามอย่างวิจิตรของลายฉลุไม้โดยรอบ คำตอบที่ได้คือหอระฆัง แม้จะมีหลักฐานว่าเพิ่งมีอายุครบ 100 ปี เมื่อ พ.ศ.2556 นี้เอง แต่รูปทรงแปดเหลี่ยมแปลกตา กับลายฉลุไม้อันวิลิศมาหรา ทำให้สมองซีกความทรงจำของผมประมวลผลออกมาว่า นี่น่าจะเป็นหอระฆังไม้ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมทรงสูง ส่วนฐานก่ออิฐถือปูน แต่ส่วนบนเป็นเครื่องไม้ โดยเฉพาะเชิงชายแต่ละชั้น ประดับลายฉลุพราวตา จนแทบลืมไปเลยว่าภายในมีระฆังสำริดหนัก 157กิโลกรัมแขวนอยู่ 
 
                            หอระฆังนี้สร้างโดยพระครูชัยลังกา อดีตท่านเจ้าอาวาส ซึ่งหากท่านมิได้มีพื้นฐานเป็น “สล่า” หรือครูช่างมาก่อนบวช ท่านก็คงเป็นพระที่มีรสนิยมวิไลในทางศิลปะยิ่งนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีหอระฆังของอีกสามวัดใน จ.แพร่ ที่ระบุว่าสร้างโดยมีหอระฆังวัดพระหลวงเป็นแม่แบบ และอาจรวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้าง “บ้านไม้สักทรงแปดเหลี่ยม” หนึ่งเดียวในเมืองแพร่ เก่าแก่ราว 70 ปี คือบ้านเลขที่ 21 หมู่ 1 ต.ดอนมูล อ.สูงเม่น ไม่ไกลจากวัดพระหลวงอีกด้วย 
 
                            นอกจากหอระฆังแล้ว ท่านพระครูยังสร้างหอพระไตรปิฎกศิลปะผสมผสานล้านนากับรัตนโกสินทร์ ประดับลายแกะสลักไม้เป็นรูปเครือเถาติดกระจกสีมีรสนิยมอีกเช่นกัน น่าเสียดายที่วันนั้นคณะของเรามีเวลาไม่พอจะชมหอไตรหลังนี้โดยละเอียด ที่สำคัญคือหากจะชมด้านในต้องทำเรื่องขออนุญาต เพราะเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ มรดกทางวรรณกรรมล้ำค่าไว้มหาศาลถึง 21 หมวด หรือ 5,154 ผูก
 
                            มิน่าล่ะ ระหว่างที่เรากำลังถ่ายภาพวัดนี้ถึงได้มีรถสายตรวจมาสังเกตการณ์ และมีนายตำรวจลงมาสอบถามว่าพวกเรามาจากไหน? มาทำอะไร? พอเห็นว่าพวกเราไม่มีพิรุธ...จึงกลับไป เข้าใจว่าเป็นความระแวดระวังของชาวบ้าน เมื่อเห็นพวกเราแปลกหน้ามาบันทึกภาพวัดกันขะมักเขม้น เลยแจ้งสายตรวจเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็นเรื่องดี 
 
                            ถ้ามีโอกาสได้ชี้แจง ผมอยากบอกชาวบ้านว่า จ.แพร่มั่งคั่งทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ขนาดพวกเราแค่มาแอ่วโดย “บังเอิญ” ยังได้พบเห็นสิ่งดีๆ ที่คาดไม่ถึงมากมายปานนี้
 
                            (ขอขอบคุณ กัลยาณมิตรเมืองแพร่ คุณหมอสุขจิตรา วนาภิรักษ์ แห่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ และคุณโอ-อนุสรณ์ ไชยบุญเรือง แห่งไอซ์มีเดียกรุ๊ป)
 
 
 
 
 
 
-----------------------------
 
(ท่องไปกับใจตน : แอ่วแพร่...แค่บังเอิญ : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)