
ปมประเด็นความขัดแย้งเรื่องจีเอ็มโอ
ปมประเด็นความขัดแย้งเรื่องจีเอ็มโอ : ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์รายงาน
เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินยกฟ้องคดีความขัดแย้งเรื่องการระบาดของมะละกอจีเอ็ม ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้ง มีคำถามเกิดขึ้นในหลายประเด็น อาทิ ความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตจากพืชจีเอ็ม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
คำถามของสังคมคือ ทำไมจึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ที่เป็นสาขาหนึ่งของเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ตัดต่อ ตัดแต่งยีนในสิ่งที่มีชีวิต ผลิตผลที่ได้เรียกว่า “จีเอ็มโอ" (GMO - genetically modified organism) คำตอบจากอีกสังคมหนึ่งที่เห็นด้วย ก็เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การเกษตร อาหาร การแพทย์ สิ่งทอ และพลังงาน
จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่เริ่มพัฒนาและใช้ประโยชน์พืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม ในระหว่างปี พ.ศ.2529-2556 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี มีประโยชน์เกิดขึ้นในการพัฒนาการเกษตรที่สามารถลดการใช้สารเคมี ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น ผลิตผลมีคุณภาพและปริมาณมากขึ้น เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นในปี พ.ศ.2556 เกษตรกร 18 ล้านคน จากทั่วโลก เพาะปลูกพืชนี้ เทียบกับปี พ.ศ.2555 ที่มีเพียง 0.7 ล้านคน
แล้วทำไมจึงมีข้อโต้แย้ง ถกเถียงกันอีก คำตอบอยู่ที่เรื่องนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่มีประเด็นคาใจของผู้คนที่เกี่ยวข้องในหลายมิติ เป็นเทคโนโลยีที่ดำเนินการพัฒนาที่รอบคอบ ตั้งแต่การคัดเลือกยีน การถ่ายฝากยีน การควบคุมดูแลทดสอบในห้องปฏิบัติการ การควบคุมดูแลในการทดสอบในโรงเรือน ตลอดจนในภาคสนามที่มีรั้วรอบขอบชิด จนกระทั่งในไร่นาเกษตรกร รวมเวลาในการพัฒนามากกว่าสิบปีขึ้นไป มิติต่างๆ ที่จะนำมาวิเคราะห์มีดังนี้
ประการหนึ่ง การพัฒนาเป็นการฝืนธรรมชาติหรือไม่ นักวิชาการเรียนรู้เรื่องการถ่ายฝากยีนจากธรรมชาติ ที่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งเข้าไปอยู่ในต้นไม้ สร้างปมและถ่ายฝากยีนกัน ส่วนยีนนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ยีนของสิ่งมีชีวิตทุกรูปนาม ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ พืช สัตว์ หรือมนุษย์ ก็มีดีเอ็นเอเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน จะต่างกันก็ที่รหัสของยีน หรือการเรียงตัวของดีเอ็นเอ ในสมัยใหม่ มีการถอดรหัสยีนกัเกือบหมดแล้ว ทำให้ล่วงรู้ว่า สิ่งมีชีวิตใดมีจำนวนยีนเท่าไหร่ อยู่ตรงไหน และมีบทบาทอย่างไร
อีกประการหนึ่ง ทำไมไม่ใช้วิธีการพัฒนาพันธุ์แบบปกติ หลักการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่สำคัญนั้น คือจะดำเนินการก็เมื่อไม่สามารถทำได้โดยวิธีการปกติ การพัฒนาพันธุ์พืชตามปกตินั้น เมื่อมีพันธุ์ดีแต่ยังขาดลักษณะดีที่ต้องการอยู่ วิธีดำเนินการก็ต้องหาพันธุ์พืชในกลุ่มเดียวกัน ถ้าเป็นข้าวโพดก็เป็นข้าวโพดด้วยกัน
ประการต่อมา เทคโนโลยีทางเลือก : ถามว่าทางเลือกของใคร คำตอบคือ ผู้บริโภค มีทางเลือกหลากหลาย ทั้งเรื่องราคา และคุณภาพ ผลิตผลจากพืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม ปลอดสารพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมี ปลอดภัยและราคาถูกกว่า เพราะผลผลิตดีกว่า สินค้าสามารถแยกได้โดยการติดฉลาก ส่วนเกษตรกรผู้ผลิตสามารถเลือกใช้ได้ตามคุณภาพของพันธุ์พืช เมล็ดพืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม แม้ราคาอาจแพงกว่าพันธุ์ปกติธรรมดา แต่มีลักษณะพิเศษ ย่อมเป็นการคุ้มที่จะเลือกใช้ เพราะมันเป็นเทคโนโลยีที่ติดอยู่กับเมล็ด เมื่อเสียเงินซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วก็จบ ไม่ต้องห่วงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอีกต่อไป
ด้านนักธุรกิจผู้ค้าขาย เราจะเห็นประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยใช้ถั่วเหลืองจีเอ็มและข้าวโพดจีเอ็มมากว่า 20 ปีแล้ว ข้อสำคัญต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าขาย อาทิ หากคู่ค้าต้องการให้แจ้งล่วงหน้าว่าเป็นจีเอ็มหรือไม่เป็นก็ต้องทำ ต้องเข้าสู่กระบวนการการตรวจรับรอง หากคู่ค้าต้องการผลิตผลที่ไม่เป็นจีเอ็ม ผู้ผลิตก็สามารถผลิตให้ได้ แต่ราคาจะแพงกว่า
ขณะที่ผู้บริหารประเทศ ดร.นอร์แมน โบแลง ผู้ซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลทางสันติในปี พ.ศ.2513 กล่าวไว้ก่อนเสียชีวิตว่า “ผู้นำประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีพืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสใช้
ประการสุดท้าย ความสามารถในการแข่งขัน มีคนจำนวนมากเชื่อว่า การเกษตรของไทยแข่งขันได้อยู่แล้ว เพราะสามารถใช้บุญเก่า เทคโนโลยีเก่า ความสามารถของเกษตรกร เพาะปลูก ส่งออกพืชผลเป็นระดับต้นๆ ของโลก ความเชื่อดังกล่าวจะไม่ยั่งยืน หากไม่มีการพัฒนาในรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นนวัตกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุชัดว่า ต่อไปนี้การเกษตรต้องเป็น “เกษตรอัจฉริยะป้องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate-Smart Agriculture” หากเป็นพันธุ์พืชต้องมีความสามารถทนแล้งได้ดี ใช้ปุ๋ยน้อยหรือสร้างปุ๋ยได้เอง นอกจากต้านทานโรคและแมลง ในอนาคตจะมีพันธุ์พืชที่รวมหลายลักษณะในพันธุ์เดียวกัน อาทิ ข้าวโพดต้านทานหนอนเจาะลำต้น ต้านทานสารกำจัดวัชพืช และทนแล้ง เป็นต้น นอกจากนั้นอาจมีลักษณะคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย
ปมประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไข คือความสนใจในเทคโนโลยีนี้ เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยหนึ่งที่มีการทดสอบภาคสนามฝ้ายจีเอ็มที่ต้านทานหนอนเจาะสมอฝ้าย เพื่อแก้ปัญหาแมลงที่ทำลายผลผลิตฝ้าย เกษตรกรต้องฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงมากกว่า 15 ครั้งต่อฤดูปลูก จนสู้ไม่ไหว เลิกปลูกกันไป
ประเด็นที่ควรพิจารณานั้น อยู่ตรงที่ “ความเชื่อ หรือ percepthion” มิได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งคล้ายกับเรื่องความเชื่อที่ว่า มีผีและกลัวผี การให้ข่าวสารที่เป็นลบคนมักเชื่อเร็วกว่าข่าวทางบวก เช่นบอกว่า ผลิตภัณฑ์จีเอ็มปลอดภัย เป็นต้น ผู้คนก็ถามว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ข้อเท็จจริง ไม่มีอะไรที่ปลอดภัยเต็มร้อย และไม่มีอะไรที่ป้องกันความเสี่ยงได้เต็มร้อย
สิ่งเหล่านี้ที่นักวิชาการอยากเห็นคือ มีการสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาพืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็มต่อไป โดยปลดล็อกข้อห้ามการทดสอบภาคสนาม เพื่อกระตุ้นให้นักวิจัยสามารถดำเนินงานได้ครบวงจร และตอบคำถามประเด็นสิ่งแวดล้อมได้ ขณะที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งผู้ผลิต (เกษตรกร) ผู้บริโภค นักธุรกิจ และสังคมทั่วไป พื่อให้เข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกของทุกฝ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้
พวกเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง การเกษตรของเราไม่น่าจะย่ำอยู่กับที่ น่าจะมีนวัตกรรมเกิดขึ้น เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวต่อไปอีกแล้ว



