
ชวนเที่ยว : ล่องเรือ เลาะคลอง ชมกรุง
02 พ.ย. 2557
ชวนเที่ยว : ล่องเรือ เลาะคลอง ชมกรุง : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
"วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง..." ลอยกระทงปีนี้มาค่อนข้างเร็ว โดยตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ (15 ค่ำเดือน 12)
ประเทศไทยเราให้ความสำคัญกับพระแม่คงคา ด้วยความเป็นเมืองเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาการใช้น้ำจากแม่น้ำลำคลองด้วย จึงเกิดวันพิเศษนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นทั้งการขอบคุณและขอขมาต่อพระแม่คงคา รวมถึงสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกไปกับสายน้ำ บางหลักฐานระบุว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ประเทศอินเดีย และบางหลักฐานก็ว่า เป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์ หรือพระมหาสาวก
ในกรุงเทพมหานครเอง สมัยก่อนใครอยู่ริมคูคลองก็สบายหน่อย ออกลอยกระทงกันหน้าบ้านตัวเองนั่นแหละ เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวๆ เย็นๆ และมีงานวัดควบคู่กันไป กลายเป็นงานเทศกาลช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวแบบไทยๆ
ความที่มีแม่น้ำลำคลองมากมายหลายสาขานี่เอง บ้านเรือนสมัยก่อนจึงนิยมตั้งอยู่ริมน้ำ เพราะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมไปไหนมาไหนก็สะดวก วัดวาอารามก็อยู่ริมน้ำเช่นกัน พอมายุคปัจจุบัน ที่มีการตัดถนนหนทางมากขึ้น เข้าถึงทุกตรอกซอกซอย มีบ้านเรือน อาคารระฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย แต่บ้านริมน้ำก็ยังมีวิถีชีวิตของพวกเขาแบบเรียบง่าย กลมกลืนไปกับความใหญ่โตของเมืองที่คืบคลานเข้าครอบงำ
ก่อนจะถึงวันลอยกระทง เลยถือโอกาสไปตระเวนเที่ยวทางน้ำ เลาะคลองนั้นออกคลองนี้ ให้ตื่นตาตื่นใจกับบ้านสมัยก่อน ที่ขนาบข้างด้วยตึกสมัยใหม่ หรือสะพานปูนที่สร้างข้ามคลอง
เช่าเรือท่องเที่ยวทางน้ำ มีหลายสถานที่ รวมถึงตามท่าเรือริมเจ้าพระยา ก็มีเรือหางยาวรับจ้างพาเที่ยว แต่ไม่หนำใจ เพราะเราอยากเที่ยวแบบเอื่อยๆ แวะขึ้นวัดนั้น แวะขึ้นบ้านนี้ เลยไปใช้บริการเรือหางยาว แบบมีไกด์นำ มีอาหารอิ่มหนำ และบริการอย่างดีซะด้วย
ตั้งต้นที่ อนันตรา กรุงเทพฯ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เปิดเคาน์เตอร์บริการ เรือหางยาวกับคลองกูรู ฉันนัดไว้แต่เช้าไปกินมื้อเช้ากันซะก่อน เพราะกำหนดเรือออก 11.00 น. อิ่มหนำสำราญก็ได้เวลาเดินทาง
เรือหางยาว มาพร้อมกับไกด์ ที่เป็นมากกว่าไกด์ เพราะจะเหมือนเป็นเพื่อนพาเพื่อนเที่ยวซะมากกว่า ด้วยความคุ้นเคยกับคลองแถวฝั่งธนบุรี และชุมชนริมคลองละแวกนี้
ตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่กี่นาทีก็เข้าสู่คลองดาวคะนอง ถึงสามแยกไปคลองบางขุนเทียน แต่เราเก็บไว้ก่อน เลี้ยวเข้าคลองวัดไทรแทน บร๊ะเจ้า !! ฤดูไหนก็ไม่รู้ ฝนเทลงมาอย่างหนัก ถึงจะมีหลังคาแต่ไม่ช่วยอะไรมากนัก เลยอาศัยเทียบท่าร้านขายของที่อยู่ริมน้ำ ขึ้นไปนั่งหลบฝน พูดคุย ดูของที่ขายแถวนั้น อยากจะบอกว่า ย้อนยุคไปพอสมควร ถ้าเทียบกับของในขายในห้างใหญ่ แต่สินค้าพื้นฐานก็หน้าตาไม่ต่างกัน
จนฝนซาถึงได้ลงเรือออกเดินทางกันต่อ สุดปลายทางแยกเข้าคลองด่านหรือคลองสนามไชย ถึง วัดไทร วัดที่เป็นตำนานพระเจ้าเสือกับเรือหักนั่นเอง ที่นี่ยังมีตำหนักทองของพระเจ้าเสือ รวมถึงเรือโบราณเก็บรักษาไว้ และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มรดกของชาติไว้แล้ว ตั้งแต่ปี 2505
ถึงตอนนี้ ใครหิวก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวเรือหน้าวัดได้ ขายกันในเรือแบบตลาดน้ำนั่นแหละ แต่ฉันขอเดินไปดูวัดกับพระตำหนักก่อนนะ...
วัดไทร เป็นวัดสมัยกรุงศรีอยุธยา ลวดลายสวยงาม เรียกว่าทุกตารางเซนติเมตรเป็นลวดลายหมด ไม่เว้นแม้แต่กระเบื้องสีขาวครีมๆ เขาไปดูใกล้ๆ ยังพบว่ามีลวดลายในตัวไม่น้อยหน้ากระเบื้องสี ซุ้มวัดบอกเล่าได้ถึงความเจริญทางน้ำของชุมชนแถบนี้ รวมทั้งเคยมีตลาดน้ำมาก่อน แต่เลิกไปหลายปีแล้ว ข้ามคลองเล็กๆ ไป เป็นส่วนของ ตำหนักพระเจ้าเสือ เป็นสถาปัตยกรรมไม้สมัยอยุธยาที่สำคัญและหลงเหลืออยู่ไม่กี่หลัง รูปแบบทรงไทย วาดลวดลายที่ฝาและเพดาน โดยเฉพาะฝาผนังห้องใน ซึ่งเป็นห้องบรรทม เขียนลวดลายลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำ ส่วนบันไดปูนที่สันนิษฐานว่ามาต่อเติมในการบูรณะครั้งหลังนี่เอง
ออกจากวัดไทร ล่องเรือไปกันต่อ แวะชิมน้ำมะพร้าวอ่อน ร้านอาหารตามสั่งริมน้ำฝั่งตรงข้ามวัดบางประทุนนอก ทำให้รู้สึกได้ว่า เที่ยวแบบไทยๆ ดื่มเครื่องน้ำผลไม้ไทย ให้ความชื่นใจจริงๆ
เรือยังแล่นเอื่อยๆ ไปตามลำคลอง ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้า ชีวิตสองฝั่งคลองช่วยให้ฉันใจเย็นลงได้อย่างไม่ยากเย็น เอาง่ายๆ ว่า แค่ไม่กี่นาทีฉันก็ทะลุไปถึงวัดราชโอรส ซึ่งถ้าเป็นทางรถฉันคงใจร้อน เพราะรถติดเลยเวลานัดหมายได้ ถึงวัดสำคัญระดับราชวรวิหารแบบนี้ ก็ต้องแวะกันสักหน่อย วัดนี้บอกเลยว่าควรแวะ เพราะมีศิลปินผสมผสานไทย-จีนที่น่าสนใจทีเดียว ตั้งแต่บันไดท่าน้ำ ผ่านซุ้มประตูวัด เข้าไปด้านในวิหาร
วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เดิมชื่อวัดจอมทอง เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งรัชกาลที่ 2 พระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส เพราะเป็นวัดที่พระราชโอรส (รัชกาลที่ 3) สถาปนาขึ้น (รายละเอียดหาอ่านได้จากป้ายสื่อความหมายที่ด้านหน้าวัด)
สำหรับวัดนี้ รูปทรงสถาปัตยกรรมต่างๆ เป็นแบบไทยประยุกต์ คือวิหารไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ในบริเวณวัดจะมีวิหารพระนั่ง พระนอน (ไสยาสน์) และพระยืน โดยเฉพาะในวิหารพระนั่ง เป็นศิลปะผสมไทยจีน ลวดลายผนังด้านในยังมีจารึกเป็นตัวอักษรจีน
ใช้เวลาเต็มอิ่มที่วัดราชโอรส ลงเรือเดินทางกันต่อ เข้าเขตจอมทอง ทะลุเขตตลาดพลู ผ่านเข้าคลองบางหลวง (คลองบางกอกใหญ่) ระหว่างทางผ่านวัดอีกหลายแห่ง ทั้งวัดใหม่ยายนุ้ย วัดขุนจันทร์ หรือวัดวรามาตยภัณฑสาราราม วัดปากน้ำภาษีเจริญ บ้านเรือนริมน้ำแถบนี้ยังมีหลายหลังที่เป็นบ้านไม้สองชั้นแบบเก่าที่สวยงาม จนมาถึงบ้านศิลปิน ที่มีนักท่องเที่ยวอุ่นหนาฝาคั่ง เรือไปจอดให้ขึ้นท่าที่วัดประดู่ฉิมพลี
เดินเลาะทางเดินริมน้ำไปบ้านศิลปิน ผ่านบ้านเรือนที่พัฒนามาเป็นร้านขายของที่ระลึก ทั้งเสื้อผ้า ของเล่นโบราณ งานแสดงศิลปะ ร้านของกินก็มีสารพัด ตั้งแต่ข้าวยำบางนรา กวยจั๊บ ผัดไทย ขนมอีกสารพัน ทั้งสองฝั่งคลอง ไปจบท้ายที่บ้านศิลปิน ซึ่งจะมีหุ่นละครเล็กคลองบางหลวง คณะคำนาย แสดงโชว์ที่นี่ ในเวลาประมาณ 14.00 น.
บ้านศิลปิน บ้านที่ปลุกชีวิตชุมชนคนบางหลวงให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นบ้านเก่าของ "ตระกูลรักสำรวจ" ตระกูลช่างทองเก่าแก่ ซึ่งทายาทรุ่นสุดท้ายได้ขายบ้านหลังนี้ให้คุณชุมพล อักพันธานนท์ เพื่อปรับปรุงให้เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะ เป็นที่รวมตัวของกลุ่มศิลปินที่รักงานศิลปะ ด้านในมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในสี่ของเจดีย์แต่ละทิศที่กำหนดเขตพื้นที่เก่าของวัดกำแพง มีมุมของที่ระลึก งานศิลปะ และอาหารและเครื่องดื่ม ขึ้นบันไดไปชั้นบนจะเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะทั้งภาพวาดและภาพถ่าย ที่นี่เปิดให้เที่ยวชมได้ทุกวัน ประมาณ 09.00-18.00 น.
ลงเรือที่วัดแจ้ง ไม่ไกลจากบ้านศิลปิน มุ่งหน้าออกคลองมอญ แต่ขอแวะอีกสักวัด คือวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท อยากจะบอกว่า เป็นวัดใหญ่ที่สะอาดและสวยงามจริง โดยเฉพาะด้านในวิหาร เสาแต่ละต้นอลังการงานสร้าง ลวดลายสวยงาม ดานหลังเป็นวิหารพระพุทธรูปทองคำ เลยได้เดินละเลียดไปรอบๆ วัดกันอีกแห่ง ก่อนเดินทางกลับ โดยทะลุออกแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวราราม เห็นทัศนียภาพของพระบรมมหาราชวัง รวมถึงตึกระฟ้า ริมน้ำ ทั้งโรงแรมและคอนโดหรู ไปจบที่สะพานเทียบเรือของโรงแรมอนันตรา
ดูเวลาอีกที ให้ตายเถอะแค่ 4 ชั่วโมงเศษๆ แต่เหมือนเราได้เที่ยวอย่างเต็มอิ่ม แบบไม่แคร์การจราจรเลยทีเดียว
---------------------------
(ชวนเที่ยว : ล่องเรือ เลาะคลอง ชมกรุง : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



