
ตะลุยถิ่นลาวใต้ 'จำปาสัก-อัตตะปือ'
02 พ.ย. 2557
ท่องโลกเกษตร : ตะลุยถิ่นลาวใต้ 'จำปาสัก-อัตตะปือ' สำรวจเส้นทางสายไหม 'ภาคเกษตร' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
เป็นที่รับรู้ในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรมากว่าทศวรรษว่าพื้นที่ลาวใต้ในสองแขวงหลัก "จำปาสักและอัตตะปือ” ที่วันนี้กลายเป็นแหล่งทองคำบนดินเต็มไปด้วยพืชอาหารและพืชพลังงานที่นักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างถิ่นเข้าไปจับจองสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว นับหมื่นนับแสนไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว กาแฟ อ้อย ส้มเขียวหวาน ปาล์มน้ำมันและยางพารา
“ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามคณะนิสิตปริญญาโท สำหรับผู้บริหาร สาขาส่งเสริมการเกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และคณาจารย์กว่า 30 ชีวิต นำโดยหัวหน้าภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร "รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ” ตะลุยถิ่นลาวใต้ที่ได้ชื่อว่าเส้นทางสายไหมของภาคการเกษตรในดินแดนอุษาคเนย์ ตามโครงการศึกษาดูงานภาคการเกษตร "สปป.ลาว-เวียดนาม” รับเออีซี โดยได้รับการดูแลอย่างดีตลอดทริปจากดรีม เดสติเนชั่น ทัวร์
หลังทุกคนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยจำปาสัก ตั้งอยู่ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรแห่งแรกของ สปป.ลาว ที่มีความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของไทยตามแนวพระราชพระดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเติบโตภาคการเกษตรของประเทศ
เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมายบริเวณหลัก 7 ห่างจากตัวเมืองปากเซประมาณ 7 กิโลเมตร ก่อนเข้ารับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานจาก ดร.เพ็ดสะไหม จิระเพ็ด คณบดีคณะเกษตร ที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนและการวิจัยใน 2 ภารกิจหลักคือด้านการเกษตรและสัตวบาล โดยมีศูนย์นานาชาติสิรินธรเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษา โดยได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิชัยพัฒนาในเรื่องงบประมาณ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนสถานที่ฝึกงาน
“นักศึกษาที่จะออกไปในแต่ละปีมีงานทำหมด มีทั้งทำงานกับภาคเอกชนที่มาลงทุนใน สปป.ลาว หน่วยงานภาครัฐและประกอบอาชีพส่วนตัว อย่าง ซีพี เขาต้องการปีละ 50 คน หน่วยงานภาครัฐก็ยังต้องการอีกมาก บางส่วนก็ไปประกอบธุรกิจส่วนตัว” ดร.เพ็ดสะไหม ให้ข้อมูล
หลังฟังบรรยายสรุปถึงภารกิจด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจากท่านคณบดีเกษตร จากนั้นทั้งหมดก็ออกเดินทางสู่ที่ราบสูง "บอละเวน" เพื่อไปเยี่ยมชมไร่ปลูกกาแฟของกลุ่มบริษัทดาวเฮือง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองปากเซไปทางตอนใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางไปประมาณชั่วโมงเศษ
ทันทีที่ไปถึงเราได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก คุณฟอง ผู้จัดการไร่กาแฟดาว เชื้อสายเวียดนาม ด้วยการบริการชาร้อน ซึ่งเป็นผลผลิตจากไร่ให้ทุกคนได้ลองชิมกัน ก่อนฟังบรรยายสรุปจากผู้จัดการไร่ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟและชาอยู่ประมาณ 250 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์เท่ากับ 6.2 ไร่) ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว
คุณฟองบอกว่าการปลูกชาและกาแฟที่นี่จะเป็นระบบอินทรีย์ปลอดสารพิษ 100% ซึ่งผลผลิตทั้งหมดที่เก็บจากไร่จะเข้าสู่กระบวนการการคัดแยกเมล็ดกาแฟเบื้องต้น โดยใช้น้ำจากห้วยปักจั่นที่ไหลผ่านกลางไร่มาใช้ในกระบวนการผลิต ก่อนนำเมล็ดกาแฟที่ได้สู่กระบวนการแปรรูปที่โรงงานกาแฟดาวต่อไป
“ผลผลิตกาแฟจะส่งออกต่างประเทศเกือบทั้งหมด มีทั้งยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นปีละ 8 พันตัน ส่วนไทยพันกว่าตัน ส่วนใหญ่จะเป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้า สำหรับชานั้นจะผลิตส่งญี่ปุ่นทั้งหมด เพราะนำพันธุ์จากญี่ปุ่นมาปลูกและจะมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกัน”
หลังใช้เวลาพอสมควรในการเยี่ยมชมแปลงปลูกชา กาแฟและกระบวนการคัดแยกเมล็ดกาแฟในเบื้องต้นจากโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่กลางไร่ จากนั้นทั้งหมดก็เดินทางกลับสู่ที่พักในตัวเมืองปากเซ ก่อนจะเริ่มภารกิจใหม่ในวันรุ่งขึ้น
โดยภารกิจแรกในเช้าวันใหม่ด้วยการลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้าของศูนย์นานาชาติสิรินธร ตั้งอยู่หลัก 13 ห่างจากตัวเมืองปากเซไปทางทิศใต้ประมาณ 13 กิโลเมตรเศษ ภายในศูนย์จะถูกออกแบบให้เป็นฐานเรียนรู้ต่างๆ สำหรับใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาและการดูงานของเกษตรกรในพื้นที่และจากแขวงต่างๆ ทางตอนใต้
อ.สายสะหมอน อาลาคำ หัวหน้าศูนย์นานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยจำปาสัก บอกว่าศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 โดยการช่วยเหลือของมูลนิธิชัยพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีพื้นที่สิ้น 32.44 เฮกตาร์ ภายในศูนย์ประกอบไปด้วย 4 กิจกรรมหลักได้แก่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชและงานพัฒนาที่ดิน
"ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาแล้วยังมีการขยายผลองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนรอบศูนย์ด้วย ที่สำคัญยังเป็นสถานที่ดูงานของเกษตรกรจากแขวงอื่นๆ อีกด้วย ส่วนรายได้จากการขายผลผลิตนั้นก็จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในศูนย์ด้วย เนื่องจากงบประมาณที่ได้ในแต่ละปีมีจำกัด"
เสร็จภารกิจดูงานที่ศูนย์สิรินธร พวกเราก็ออกเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือ ซึ่งเป็นแขวงใต้สุดของ สปป.ลาว ก่อนจะข้ามฝั่งที่ด่านโบอี (Bo y) สู่ประเทศเวียดนาม ตลอดเส้นทางสองฟากฝั่งจากปากเซถึงแขวงอัตตะปือเต็มไปด้วยการปลูกพืชอาหารและพืชพลังงาน ของนักธุรกิจทั้งจากในประเทศและต่างถิ่น
ผ่านไร่กาแฟไม่นานก็จะเห็นแปลงส้มเขียวหวานขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยภูเขา เทียน ไกด์ลาวอารมณ์ดีให้ข้อมูลว่าเป็นสวนส้มของเชียงใหม่ธนาธร ผู้ผลิตส้มรายใหญ่จากประเทศไทยเข้ามาสัมปทานพื้นที่ปลูกส้มใน สปป.ลาวกว่า 1.2 หมื่นไร่ เมื่อหลายปีก่อน บริเวณเทือกเขาปากซอง แขวงจำปาสัก ก่อนขยายพื้นที่ปลูกมายังบ้านน้ำตวด ริมถนนปากซอง- อัตตะปือ โดยมีการเพาะปลูกส้ม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายน้ำผึ้ง, ฟรีมองค์ และมีร่า ซึ่งเป็นพันธุ์สายน้ำผึ้งแบบใหม่ ไม่มีเมล็ดและคาดว่าจะเริ่มให้ผลผลิตได้ในปีหน้า
หลังนั่งมองอาณาจักรสวนส้มอยู่พักใหญ่ในที่สุดรถบัสคันงามสัญชาติลาวก็พาพวกเราเข้าสู่ตัวเมืองสามัคคีไชย เมืองเอกของแขวงอัตตะปือ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยสีสันวิถีธรรมชาติที่งดงามรอต้อนรับผู้มาเยือน
-------------------------
(ท่องโลกเกษตร : ตะลุยถิ่นลาวใต้ 'จำปาสัก-อัตตะปือ' สำรวจเส้นทางสายไหม 'ภาคเกษตร' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



