
เด็กไทยคว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสมัยที่ 4 ติดต่อกัน-ต่างชาติยอมยกนิ้ว
เด็กไทยสร้างชื่อกระหึ่มเวทีโลกอีก เฉือนญี่ปุ่นคว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก ในการแข่งขัน " World Robocup Rescue 2009" ที่ออสเตรีย เผยนับเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน ระบุทำคะแนนนำตลอดการแข่งขัน ต่างชาติยกนิ้ว ยอมรับความสามารถเยาวชนไทย
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยไทย กล่าวว่า ทีมเยาวชนไทย iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สามารถคว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยได้อย่างสง่างาม นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ทีมเยาวชนไทยครองอันดับที่ 1 ในเวทีหุ่นยนต์กู้ภัยโลก การแข่งขันครั้งนี้ iRAP_PRO สามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้สูงสุดถึง 38 ราย โดยทำคะแนนนำเป็นที่ 1 ตลอดทุกรอบการแข่งขัน ทิ้งห่างรองแชมป์คือ ทีมญี่ปุ่น Pelican United ซึ่งค้นหาผู้ประสบภัยได้ 33 ราย ส่วนอันดับ 3 คือ ทีม MRL จากอิหร่าน อันดับ 4 คือ ทีมญี่ปุ่น Shinobi รวมกับทีมสวีเดน RRT UPPSALA และอันดับ 5 คือทีมออสเตรเลีย CASualty
"ความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ต่างชาติทึ่ง และยอมรับในความสามารถของเยาวชนไทยมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเด็กไทยของเราเก่งจริงๆ สามารถเอาชนะคู่แข่งซึ่งเป็นทีมมืออาชีพและมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับของโลก ทั้งเยอรมนี สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น นอกจากความสามารถของทุกคนในทีมแล้ว iRAP_PRO ยังมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นสูงมากที่จะนำชัยชนะกลับประเทศไทย” นางวีนัส กล่าว
นางวีนัส กล่าวอีกว่า จากความสามารถของทีมไทยในเวทีระดับโลก ทำให้ต่างชาติอยากจะมาประชันฝีมือกับเด็กไทย เอสซีจีและสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทยจึงจัดการแข่งขัน "Thailand Rescue Robot Championship" ที่ประเทศไทย ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ พร้อมเชิญทีมจากนานาประเทศร่วมแข่งขัน อาทิ ญี่ปุ่น อิหร่าน ออสเตรเลีย เยอรมนี และสวีเดน โดยมีกรรมการตัดสินจาก "World Robocup Rescue Committee" เพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของไทยสู่ระดับโลก และเป็นการเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถ ที่สำคัญจะส่งผลให้ประเทศไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเป็นแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลกเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่การรักษาแชมป์โลกสมัยที่ 4 เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ มีความสามารถและความพร้อมสูง ทั้งยังเป็นประเทศผู้นำเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมไทยคว้าแชมป์โลกอีกครั้ง ทำสถิติ 4 ปีติดต่อกันคือ การเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่บังคับด้วยมือ (Manual) 2 ตัว ที่ออกแบบให้สามารถข้ามเครื่องกีดขวางได้ในทุกสภาพผิว หมุนได้ 360 องศา มีแขนกลติดกล้องที่ยืดความยาวได้กว่า 1.5 เมตร ทำให้มีประสิทธิภาพค้นหาผู้ประสบภัยได้เหนือคู่แข่ง อีกทั้งยังมีเซ็นเซอร์ที่วัดอุณหภูมิค้นหาผู้ประสบภัยได้อย่างแม่นยำ ส่วนหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Autonomous) 1 ตัว ใช้ระบบสายพานในการขับเคลื่อนเพื่อค้นหาผู้ประสบภัยได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมีสมรรถนะไม่แพ้ทีมที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างญี่ปุ่นและสวีเดน
ขณะที่นายคฑาวุฒิ อุชชิน หรือน้องโฟม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้บังคับหุ่นยนต์ทีมไทย iRAP_PRO กล่าวว่า การทำงานเป็นทีมทำให้เราได้รับชัยชนะ หลังจากการแข่งขันทุกรอบ พวกเราจะมาสรุปผลและวิเคราะห์คู่แข่งเพื่อวางกลยุทธ์ รวมทั้งเขียนโปรแกรมและปรับปรุงหุ่นยนต์ให้เหมาะกับสนามการแข่งขันในรอบต่อไป ทำให้หุ่นยนต์กู้ภัยของเรามีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ
“การที่ทีมไทยคว้าแชมป์โลกมา 3 ปีซ้อน พวกเราจึงลดความกดดัน ด้วยการทุ่มเทและเตรียมความพร้อมก่อนมาแข่งขันมากกว่า 6 เดือน โดยทีมงานได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเป็นอย่างดี ทำให้สามารถทำงานภายในเวลาอันสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผมทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหุ่นยนต์ ต้องหมั่นฝึกซ้อมให้เสมือนว่าหุ่นยนต์เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายของผม”
ทั้งนี้ World RoboCup เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หุ่นยนต์กู้ภัย (RoboCup Rescue) หุ่นยนต์ฟุตบอล (RoboCup Soccer) หุ่นยนต์ทำงานบ้าน (RoboCup @Home) และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี (RoboCup Junior) โดยในปี 2009 นี้ จัดขึ้นวันที่ 1-5 กรกฎาคม ที่เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย มีผู้สมัครเข้าแข่งขันหุ่นยนต์ทุกประเภทกว่า 300 ทีม จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
ส่วนการแข่งขันประเภท World RoboCup Rescue หรือหุ่นยนต์กู้ภัยโลก ทีมเยาวชนไทยได้เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกในปี 2005 และได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศโดยคว้าแชมป์โลกติดต่อกันมาเป็นปีที่ 4 โดยปี 2006 และ 2007 แชมป์โลกจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปี 2008 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และล่าสุดปี 2009 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ



