จับชีพจรพัฒนาข้าวไทยอย่างยั่งยืนถึงเวลาที่จะต้องสังคายนา
จับชีพจรพัฒนาข้าวไทยอย่างยั่งยืน ถึงเวลาที่จะต้องสังคายนาทั้งระบบ : ดลมนัส กาเจรายงาน
ทิศทางการพัฒนาข้าวของไทยหลังจากที่ประเทศไทยเสียแชมป์ในการส่งออกไปยังตลาดโลกให้เวียดนาม 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเกิดมาจากความผิดพลาดในนโยบายประชานิยมว่าด้วย "โครงการรับจำนำข้าวเปลือก" ของอดีตรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี ประกอบกับรัฐบาลชุดใหม่ประกาศชัดเจนว่า ไม่เอานโยบายรับจำนำข้าวเปลือก และโครงการประกันราคา ทำให้หลายภาคส่วนมีการหยิบยกประเด็นการพัฒนาข้าวไทยมาหารือกว้างขวาง ซึ่งล้วนแต่เน้นในการพัฒนาข้าวไทยและแก้ปัญหาข้าวไทยอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการส่งเสริมให้ลดต้นทุน รวมถึงพัฒนาคุณภาพข้าว และผลิตข้าวทางเลือกใหม่ในรูปแบบอุปทานด้านคุณค่าและการแปรรูป เป็นต้น
บนเวทีเสวนาหัวข้อ “Thai’s Rice for the World IRC 2014" และในงานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าว ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศชัดเจนในระหว่างปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางในการพัฒนา เพื่ออนาคตของข้าวไทย” ว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่าข้าวของไทยที่ขายอยู่ในท้องตลาดไม่ได้ราคานั้น เป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวให้เกิดความยั่งยืนได้นั้นประเทศไทยต้องเป็นผู้นำในการผลิตข้าวให้มีคุณภาพมากกว่าการเน้นปริมาณการผลิต
สำหรับแนวทางการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการผลิตข้าวมี 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าวคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยนำเอางานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาดำเนินการให้มากขึ้นทั้งในเรื่องพันธุ์ข้าว การผลิตและการเก็บเกี่ยวทำอย่างไรไม่ให้ข้าวมีความชื้นสูง ใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ใช้ข้าวพันธุ์ผสม เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพไปถึงผู้บริโภค รวมไปถึงการวิจัยในการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 2.การส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีความเหมาะสมตามสภาพภูมิศาสตร์ หรือข้าวจีไอ (GI) ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของการผลิตข้าวของพื้นที่นั้นๆ ได้ เช่น ในเรื่องกลิ่น ความหอมของข้าว และรสชาติ เป็นต้น 3.การพัฒนาสินค้าข้าวที่เป็นกลุ่มนิชมาร์เก็ตให้มีเพิ่มมากขึ้น อาทิ ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวที่บริโภคแล้วไม่อ้วน หรือข้าวออร์แกนิกให้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้ง 3 แนวทางนั้น ผู้เกี่ยวข้องตลอดเส้นทางห่วงโซ่การผลิตต้องคำนึงถึงเกษตรกร หรือชาวนาผู้ปลูกข้าวต้องอยู่ได้ด้วย ซึ่งกระบวนการในการผลักดันให้ทั้ง 3 แนวทางในการพัฒนาคุณภาพข้าวให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีแนวความคิดว่าควรจะดูตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต พันธุ์ข้าว ปัจจัยการผลิตให้ได้คุณภาพ ไม่มีการปลอมปนเน้นการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นทั้งในด้านนวัตกรรมการผลิต และการทำวิจัยในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ เป็นต้น
ก่อนหน้านี้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำข้อเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ “อนาคตข้าวและชาวนาไทย” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้ชาวนาไทย เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างเป็นประธานประชุมไทย คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)โดยมีเนื้อหาคือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาข้าวและชาวนาไทย โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ที่ 2 เกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เช่น การส่งเสริมระบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนในการผลักดันการเกษตรที่มุ่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และมีการบริหารจัดการร่วมกันของชุมชน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจทางเลือก ซึ่งเป็นมาตรการทางเลือก ใช้หลักการตลาดนำ โดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นในการเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 4 การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว เช่น ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต การต่อยอดการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย, จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย และยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ การตลาดข้าวไทย โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมกลไกการตลาดเสรี โดยภาคเอกชนได้มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง
สอดคล้องแนวคิดของ นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อดีตอธิบดีกรมการข้าว สะท้อนผ่านบทความที่กำลังจะพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก "15 รวมพลคนข่าวเกษตร" ของสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ที่จะแจกในวันที่ 5 พฤศจิกายน มีเนื้อหาระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ และกัมพูชา มีผลผลิตรวม 111.691 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2555/2556 คิดเป็นร้อยละ 23.77 เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตรวมของโลก ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงมีความสำคัญในเรื่องการผลิตและการค้าข้าวของโลก
สำหรับข้าวไทยมีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่น่าสนใจ คือไทยผลิตข้าวได้ดีมากและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติน้อย ผลผลิตข้าวมีความหลากหลายชนิด และคุณภาพดี แต่มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านดินและน้ำยังไม่พร้อม ชาวนาและองค์กรชาวนาไม่เข้มแข็ง ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมของข้าวไทยด้านการผลิต ด้านการตลาดทั้งในตลาดโลก และตลาดอาเซียน ไทยต้องกำหนดแนวทางการพัฒนาและปฏิรูปข้าวไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
"ถึงเวลาที่ปฏิรูปนโยบายข้าวของรัฐบาล กำหนดให้การพัฒนาข้าวและชาวนาเป็นวาระแห่งชาติที่มีการกำหนดเป้าหมาย แผนพัฒนาช่วงเวลา (ระยะสั้น-ระยะยาว) อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารข้าวแห่งชาติ มีองค์ประกอบจากภาคการผลิต ภาคการตลาด ชาวนา และผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่เหมาะสม จัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติให้เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการวิจัยและพัฒนาข้าวของประเทศ โดยจัดทำยุทธศาสตร์ การสร้างโจทย์วิจัย การบูรณาการงานวิจัยให้คลอบคลุม ทุกมิติอย่างเป็นเอกภาพ" นายชัยฤทธิ์ ระบุ
สรุปแนวทางปฏิรูปข้าวไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่จะต้องขับเคลื่อนการบริหารจัดการสินค้าข้าวของประเทศให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่สะสมมานาน เพื่อชาวนาไทยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพการทำนา และสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำเรื่องข้าวของโลกและประชาคมอาเซียนตลอดไป
ไทยเจ้าภาพจัดประชุมด้านข้าวครั้งที่4
ดร.วิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้กำหนดจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าว ครั้งที่ 4 (4th International Rice Congress : IRC 2014) ร่วมกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Rice for The World”
ดร.วิมล ระบุว่า ข้าวคือความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญของโลก ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องวิจัยและพัฒนาทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้าวตลอดห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องปริมาณและ คุณภาพของผลผลิต ประสิทธิภาพการผลิจและการจัดการเรื่องของการเก็บรักษา การค้าและการตลาด และการขนส่ง
ฉะนั้นการประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าว นับเป็นการประชุมของหน่วยงานด้านข้าวของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและเป็นเวทีในการหารือประเด็นหลักทั้งในด้านนโยบายและการพัฒนางานวิจัย และ การสร้างและส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขณะนี้มีผู้ที่จะเดินทางมาร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าวครั้งนี้ประมาณ 1,500 คน ทั้งจากภาครัฐ หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา ตัวแทนองค์กรด้านการเกษตร ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านข้าว ผู้แทนจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ และองค์การระหว่างประเทศจากประเทศต่างๆ ในทุกทวีปทั่วโลก
ด้าน รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวว่า การจัดประชุมข้าวนานาชาติครั้งนี้ มี 3 กิจกรรมหลักคือ การประชุมสภาความร่วมมือการวิจัยข้าวแห่งเอเชีย ครั้งที่ 29 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยด้านข้าวในเอเชียกว่า 16 ประเทศเข้าร่วมการประชุม การประชุมวิชาการข้าวนานาชาติครั้งที่ 4 ซึ่งจะมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการเนื้อหาทั้งด้านความหลากหลายทางพันธุ์ข้าว การปรับปรุงพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพ การเพิ่มมูลค่าข้าว เป็นต้น ซึ่งมีเรื่องที่นำเสนอภายในงานกว่า 800 เรื่อง และกิจกรรมศึกษาดูงานภาคสนาม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีที่กำลังจะมีอายุครบ 100 ปีในปี 2558 เพื่อเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวที่เก่าแก่ที่สุด โรงสีข้าวที่ใหญ่ที่สุด มีโรงงานแปรรูปข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย



