ไลฟ์สไตล์

เมืองฟลอเรนซ์ แดนศิลปะอิตาลี

เมืองฟลอเรนซ์ แดนศิลปะอิตาลี

26 ต.ค. 2557

ชิค & ชิล : เมืองฟลอเรนซ์ แดนศิลปะอิตาลี : เรื่อง / ภาพ ... ผีเสื้อเดินทาง

 
                              หากจะกล่าวถึงประเทศอิตาลี ดินแดนแห่งศิลปะที่เราจะสามารถสัมผัสกับกลิ่นอายและบรรยากาศแห่งศิลปะได้แทบจะในทุกลมหายใจที่เราสูดเข้าไป ดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยงานศิลปะชั้นเลิศ ไวน์ กลิ่นกาแฟ อาหารแสนอร่อย และเสียงดนตรีที่ครึกครื้น หล่อหลอมให้ชาวอิตาเลียนดูเหมือนว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่แสนจะโชคดี แม้แต่ผู้คนที่มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวมายังดินแดนอิตาลีนั้นมีความทรงจำที่ดีที่ไม่รู้ลืม
 
                              หนึ่งในดินแดนแห่งศิลปะของอิตาลี ที่อยากพาไปเที่ยวชม คือ เมืองฟลอเรนซ์ เมืองที่เป็นเหมือนแสงสว่างให้กับงานศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นความหวังที่แสนจะอบอุ่นของทวีปยุโรป หลังจากตกอยู่ในความหวาดกลัวและความมืดบอดจากสงคราม การเมือง และโรคระบาดมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมืองฟลอเรนซ์ได้แนะนำให้โลกได้รู้จักกระบวนทัศน์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการเมืองและการปกครองแบบสาธารณรัฐ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ การเงินและบัญชี งานศิลปะและการสาธารณสุข ซึ่งนักคิดและนักประดิษฐ์เหล่านี้ล้วนเป็นชาวฟลอเรนซ์ทั้งสิ้น และยุคสมัยที่แทบจะเรียกว่าเป็นยุคทองของเมืองฟลอเรนซ์นี้เรียกว่า ยุคเรเนซองส์นั่นเอง
 
                              คำว่า "เรเนซองส์" หมายถึง การเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการระลึกถึงศิลปะกรีกและโรมันในอดีต ซึ่งเคยรุ่งเรืองให้กลับมาอีก ศิลปะเรเนซองส์ไม่ใช่การลอกเลียนแบบจากอดีต แต่เป็นยุคสมัยแห่งการเน้นความสำคัญของลักษณะเฉพาะบุคคล (ลัทธิมนุษย์นิยม) ที่มีความสนใจลักษณะภายนอกของมนุษย์ และ ธรรมชาติ เป็นแบบที่มีเหตุผลทางศีลธรรม ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการค้นหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ และวิทยาการแขนงต่างๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา" โดยมีรากฐานมาจากเมืองฟลอเรนซ์ และแผ่ขยายไปยังดินแดนต่างๆ ในยุโรป
 
                              ความโดดเด่นที่กล่าวมาจึงทำให้เมืองฟลอเรนซ์เปรียบดังอัญมณีของแหลมอิตาลี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อมก็คือตระกูลเจ้าครองนครของฟลอเรนซ์นั่นเอง 
 
                              ตระกูลเมดิชี คือตระกูลที่ปกครองเมืองฟลอเรนซ์มาอย่างยาวนาน ถ้าแปลกันตามตัวอักษร คำว่าเมดิชีนั้นแปลว่า “หมอยา” แต่ในความเป็นจริงนั้น ตระกูลเมดิชีนั้นเป็นเจ้าของธนาคารที่มั่งคั่งที่สุดของยุโรปในเวลานั้นเลยทีเดียว ธนาคารของเมดิชีนั้น มีสาขากว้างไกลไปจนถึงสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าราชสำนักต่าง ๆ ในยุโรปก็เป็นลูกค้าของธนาคารเมดิชีด้วย ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาในสมัยนั้นก็ทรงเป็นลูกหนี้ของธนาคารเมดิชี
 
                              เมืองฟลอเรนซ์มีสองสิ่งที่เหมืองอื่นไม่อาจมีได้เทียบเท่านั้นก็คือยอดฝีมือและผู้สนับสนุน งานศิลปะที่เป็นจุดกำเนิดของยุคเรเนซองส์ก็ถูกผลักดันโดยสององค์ประกอบที่ว่านี้ เช่น อาสนมหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ หรือ ซานตามาเรีย เดลา ฟิออเร ซึ่งเป็นมหาวิหารขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฟลอเรนซ์ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่กว่าอาสนมหาวิหารแห่งนี้ในอิตาลีก็มีเพียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่วาติกันเท่านั้น 
 
                              วิหารเก่าแก่อายุแปดร้อยปีแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของโคสิโม เดอเมดิชี โดยสถาปนิกที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นก็คือ ฟิลิปโป บรุนเนลเลสกี ที่ออกแบบให้มีโดมสีแสดขนาดใหญ่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ตัวอาคารขนาดใหญ่แห่งนี้ภายนอกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว และสีชมพู ซึ่งเป็นหินอ่อนที่มีอยู่ในแคว้นทัสคานี ส่วนภายในตกแต่งอย่างสวยงามเน้นพื้นที่ใช้สอยเนื่องจากมีการใช้เทคนิคในการก่อสร้างที่ใช้ผนังในการรับน้ำหนักของหลังคาและยอดโดม ให้ตัวอาคารมีความโปร่งโล่งสำหรับการประกอบพิธีกรรมและบรรจุคนได้มาก  
 
                              หากอยากชมวิวของเมืองฟลอเรนซ์จากมุมมองยอดโดมก็สามารถทำได้ ด้วยการเดินขึ้นบันได 463 ขั้น ซึ่งจะพบกับมุมมองที่สวยงามของเมืองฟลอเรนซ์ที่จะตราตรึงใจไปไม่รู้ลืม นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ยังมี "พิพิธภัณฑ์มหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์" (Museo dell’ Opera del Duomo) ที่ภายในจัดแสดงผลงานของไมเคิล แอง เจลโลหลายชิ้น เช่น ผลงาน Pieta ที่ไมเคิลแองเจโลสลักภาพตัวเองไว้ในผลงานชิ้นนี้ด้วย  และหากยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ยังสามารถปีนขึ้นหอระฆังที่อยู่ข้างๆ อาคารดูโอโมได้อีกด้วย 
 
                              สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือน อาสนมหาวิหารแห่งเมืองฟลอเรนซ์ คือหอศีลจุ่ม หรือ Florence Baptistery ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของวิหารบนจัตุรัส เดล ดูโอโม ความพิเศษของหอศีลจุ่ม อยู่ที่ บานประตูทองเหลืองที่มีงานประติมากรรมประดับ เป็นการเล่าเรื่องราวทางคริสต์ศาสนาในพระคัมภีร์เก่า ไม่ว่าจะเป็นตอนพระเจ้าสร้างโลก สวนเอเดน ซึ่งศิลปินที่สร้างประตูนี้ขึ้นมาชื่อ Lorenzo Ghiberti บานประตูแห่งนี้มีความสวยงามมากเสียจน ไมเคิลแองเจโล กล่าวว่า บานประตูนี้เป็นบานประตูสู่สรวงสวรรค์ "Gates of Paradise" ภายในตกแต่งด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม มีอ่างน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่สำหรับประกอบพิธีรับศีลจุ่ม ส่วนเพดานนั้นประดับประดาด้วยภาพโมเสกโดยช่างจากเมืองเวนิส ภาพหลักเป็นภาพของพระเจ้าและอัครสาวก บนพื้นหลังสีทองซึ่งมีความสวยงามยิ่งใหญ่ สร้างความเข้มขลังของพิธีรับศีลจุ่มได้เป็นอย่างดี
 
                              อย่างไรก็ดี การมาเยือนยังเมืองฟลอเรนซ์ ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะอากาศเย็นสบายไม่หนาวจนเกินไปนักและไม่ตรงกับช่วงวันหยุดในฤดูร้อนของยุโรปซึ่งมีผลโดยตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยว หากมาในช่วงฤดูร้อนของยุโรปแล้วต้องรอคิวในการเช้าชมสถานที่ต่างๆ ไม่น้อยกว่าสองชั่วโมงกันเลยทีเดียว
 
 
 
 
 
 
------------------------
 
(ชิค & ชิล : เมืองฟลอเรนซ์ แดนศิลปะอิตาลี : เรื่อง / ภาพ ... ผีเสื้อเดินทาง)